อุปกรณ์ในยุค 90 ที่เราคิดถึง

"โทรศัพท์"

                ยุค 90 คงเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจของใครหลาย ๆ คนที่เกิดและโตในช่วงนั้น เพราะว่าเป็นยุคที่ความเป็นอนาล็อกและดิจิตอลเข้ามารวมกันได้อย่างลงตัว อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกสบายให้เราในสมัยนั้นจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำเราทั้งรูปลักษณ์และวิธีการใช้งานอย่างเช่น“โทรศัพท์”บ้านที่เมื่อก่อนมีดีไซน์ที่หลากหลายเป็นต้น

                ครั้งนี้เราจะพาทุกท่านย้อนกลับไปถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เราใช้กันในยุค 90 ซึ่งทุกวันนี้มีให้เห็นน้อยลงหรือหายไปเพราะว่าถูกทดแทนด้วยอุปกรณ์ใหม่ ๆ เราไปดูกันดีกว่าว่ามีอุปกรณ์ไหนที่คุณคิดถึงบ้าง

                1. TV จอตู้

                ย้อนไปสัก 20 ปีก่อนนั้น TV ทุกบ้านก็จะมีลักษณะเป็นตู้จอเป็นแก้วแบบโค้งซึ่งรับสัญญาณภาพแบบอนาล็อกซึ่งบรรยากาศที่ทุกคนในบ้านจะมาล้อมวงดูรายการชื่อดังหรือละครหลังข่าวยอดนิยมเป็นเรื่องที่คุ้นตาในทุก ๆ บ้าน โดย TV ในสมัยปัจจุบันนั้นมีลักษณะเป็นจอ LCD หรือ LED เครื่องบาง ๆ กันหมดแล้ว และกิจกรรมล้อมวงดู TV ก็เลือนหายไปเรื่อย ๆ เมื่อ Smartphone ได้เข้ามาเป็นสื่อที่ทุกคนมีไว้ติดมือและสามารถดูอะไรก็แล้วแต่อย่างเป็นส่วนตัว ดังนั้น TV จอตู้ก็คงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความรักความอบอุ่นของครอบครัวในอดีต

                2. โทรศัพท์บ้าน

                ถือเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมีในยุคที่ Smartphone ยังไม่ได้แพร่หลาย โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้ในยุคเริ่มแรกที่คนไทยใช้นั้นจะเป็นกงล้อตัวเลขที่ใช้หมุนก่อนจะเป็นแบบปุ่มกดและเป็นแบบไร้สาย ซึ่งจำเป็นมากในการติดต่อธุระหรือสื่อสารด้านต่าง ๆ หลายท่านที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวในช่วงนั้นคงจะมีประสบการณ์โทรเข้าเบอร์บ้านเพื่อที่จะพูดคุยกุ๊กกิ๊กกับคู่รักแน่ ๆ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ อาจจะมีอุปสรรค์ที่ต้องคอยระวังพ่อหรือพี่ชายของสาวที่จะโทรไปจีบใช่ไหม 5555

                โดยในยุคนี้“โทรศัพท์”บ้านอาจจะไม่จำเป็นเพราะว่าสามารถติดต่อไปยังบุคคลที่ต้องการได้ทันทีผ่าน Smartphone แต่เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ คนที่เห็นของสามัญประจำบ้านชนิดนี้และทำให้เกิดความทรงจำเก่า ๆ ในยุค 90 นั้นกลับคืนมาแน่ ๆ

                3. เพจเจอร์

                มาต่อกันด้วยเครื่องมือสื่อสารอีกชนิดที่เป็นที่นิยมและถือว่ามาแรงมากในยุค 90 อย่างเพจเจอร์ ซึ่งการใช้งานนั้นทำได้เพียงอ่านข้อความที่มีคนโทรบอกผ่านโอเปอเรเตอร์และโอเปอเรเตอร์พิมพ์ส่งมาให้ โดยส่วนมากจะฝากไว้ให้เป็นข้อความสั้น ๆ เบอร์โทรให้โทรกลับ และแน่นอนว่าก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่หนุ่มสาวใช้จีบกัน

                แม้ว่าในปัจจุบันนั้นการให้บริการเครือข่ายเพจเจอร์ในไทยจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ว่าเรื่องเล่าและความประทับใจที่คนมีให้กับเพจเจอร์ก็ยังคงถูกเล่าถึงต่อ ๆ มาจนถึงคนรุ่นใหม่ ๆ

                4. ซาวด์เบาท์

                เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทติดตามตัวที่ได้รับความนิยมในยุค 90-80 มาก เพราะว่ายุคนั้นเป็นช่วงที่วงการเพลงทั่วโลกอยู่ในช่วงที่เฟื่องฟูสุด ๆ และเทปคาสเซ็ทก็เป็นเหมือนสื่อที่เป็นเครื่องบันทึกผลงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลกจึงผลิตเครื่องเล่นซาวด์เบาท์ออกมามากมายหลายรุ่นจนนับไม่ถ้วนเพื่อตอบสนองความต้องการเสียงเพลงของหลาย ๆ คนนั่นเอง

                ซาวด์เบาท์ถือว่าเป็นตัวแทนของ Pop Culture ของยุค 90 เลยก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานของศิลปินที่มีคุณค่าและสามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรมอย่างเทปคาสเซ็ทซึ่งเคยครองตลาดเพลง

                5. Game Boy

                เป็นอุปกรณ์พกพาอีกชนิดหนึ่งที่เป็นขวัญใจของเด็ก ๆ ในยุค 90 เป็นอย่างมาก โดยเป็นเครื่องเกม 8 Bit สามารถเปลี่ยนตลับเกมและพกติดตัวไปเล่นที่ไหนก็ได้ ถึงแม้ว่าจอจะแสดงภาพเป็นขาวดำแต่ความสนุกนั้นใครที่เคยจับเครื่องเล่นเกมนี้มาแล้วคงต้องบอกเป็นเสียงเดียวว่าสนุกสุดยอด ยิ่งไปกว่านั้นรายชื่อเกมที่ออกมารองรับเครื่อง Game Boy ในปัจจุบันก็ยังมีภาคใหม่ ๆ ออกมาให้กับเครื่องเกมรุ่นใหม่ ๆ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของเครื่องเกมมือถือยุคบุกเบิกอย่าง Game Boy เป็นอย่างดี

                และนี่ก็คือเรื่องราวของอุปกรณ์ในยุค 90 ที่เราคิดถึงกัน หวังว่าคงจะถูกใจหลาย ๆ คนที่มีเรื่องราวดี ๆ ในยุค 90 กันนะครับ

ไร้สาย แต่ไม่ไร้ตัวตน Beats X

บลูทูธไร้สาย

หากพูดถึงหูฟัง บลูทูธไร้สาย ระดับท็อป หนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น Beats อย่างแน่นอน หากพูดถึง Beats หลายคนก็จะพูดถึงแนวเสียงที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ตัวตนเด่นชัด หรือดีไซน์ที่เปล่งประกาย

ในอดีต Beats มีชื่อเสียงจากคาแรคเตอร์เสียงที่เหมาะกับเพลงที่เน้นจังหวะ ฟังสนุก จนได้ฉายาว่าหูฟังสายแดง และเมื่อวันเวลาผ่านไปถึงคิวของน้องใหม่จากค่าย Beats อย่าง Beats X ก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น

กล่าวคือ หูฟัง Beats X คือเพื่อนร่วมทางแบบไร้สายอันสมบูรณ์แบบที่ลงตัวกับชีวิต สัมผัสกับคุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจนในทุกรายละเอียดได้ตลอดทั้งวัน ผ่านแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมง ซึ่งด้วยคุณสมบัติ Fast Fuel ทำให้ชาร์จเพียง 5 นาที ก็สามารถฟังเพลงได้นานถึง 2 ชั่วโมง และด้วยสายแบบ Flex-Form อันเป็นเอกลักษณ์ คุณจะได้สัมผัสความสบายตลอดทั้งวันและยังพกติดตัวไปได้ง่ายๆ

ขณะที่จุกหูฟังที่มีให้เลือกหลากหลายก็ให้ความสบายในแบบที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ส่วนขาเกี่ยวที่ใบหูหรือ Wingtip ก็ช่วยเพิ่มความกระชับและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การออกแบบและบรรจุภัณฑ์ Beats X ทำงานได้หนักหน่วง บนความเรียบหรู ความเบา และความกะทัดรัด นี่แหละคือ คู่หูไร้สายที่ลงตัว เพียงเปิดสวิตช์แล้วถือไปไว้ใกล้ๆ กับ iPhone เท่านี้ก็พร้อมตั้งค่าได้ทันที

โดยหูฟัง บลูทูธไร้สาย จะเชื่อมต่อกับทั้ง Apple Watch, iPad และ Mac ไปพร้อมๆ กัน* และด้วยเทคโนโลยี Class 1 Bluetooth ไม่ว่าคุณจะไปไหน Beats X ก็พร้อมไปกับคุณด้วยประสิทธิภาพการทำงานแบบไร้สายอันยอดเยี่ยม

การเชื่อมต่อ Bluetooth : เชื่อมต่อรวดเร็ว และ Lighting : ชาร์จไฟผ่าน Lighting

ฟังก์ชั่นการใช้งาน ระยะเวลาใช้งาน ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงด้วยแบตเตอรี่ Li-ion polymer

ครบถ้วนทุกรายละเอียดเสียง Beats X หูฟัง บลูทูธไร้สาย ให้เสียงที่คมและชัดเจนครบถ้วนในทุกๆ รายละเอียดพร้อมกับตัดเสียงรบกวนจากภายนอก เพื่อให้ได้ประสบการณ์การฟังที่เต็มอิ่ม ด้วยการออกแบบด้านเสียงอันล้ำสมัย จึงให้ความไวที่ตอบสนองต่อเสียงสูงได้อย่างชัดใสและเสียงเบสที่แน่นไม่มีผิดเพี้ยน เสียงของทุกแนวเพลงจึงอยู่ในโทนที่ฟังเป็นธรรมชาติที่สุด

ลงตัวกับทุกจังหวะชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะใส่หูหรือคล้องคอ BeatsX ก็ดูสวยงามเรียบหรู สวมใส่ได้สบายตลอดทั้งวัน ด้วยสายแบบ Flex-Form อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมให้ความยืดหยุ่นเพื่อการสวมใส่ที่พอดี จุกหูฟังที่มีให้เลือกหลากหลายให้ความสบายในแบบที่เหมาะกับแต่ละบุคคลและขาเกี่ยวที่ใบหูหรือ Wingtip ที่ช่วยเพิ่มความกระชับและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในตอนที่ไม่ได้สวมใส่ หูฟังแบบแม่เหล็กก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวสายพันกัน และยังม้วนเก็บได้ง่ายทำให้พกพาได้สะดวกสบาย

พร้อมใช้งานเสมอ BeatsX มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง อันเป็นประสิทธิผลจากชิพ W1 จาก Apple จึงพร้อมใช้งานเสมอทุกเมื่อที่คุณต้องการ และหากแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็ยังมีคุณสมบัติ Fast Fuel ที่ทำให้การชาร์จเพียง 5 นาที สามารถฟังเพลงได้นานถึง 2 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ก็ยังมี RemoteTalk ที่ช่วยให้รับสายด้วยไมโครโฟนในตัว เล่นเพลง ปรับระดับเสียง และเปิดใช้งาน Siri ได้ และด้วยส่วนควบคุมต่างๆ ที่ใช้งานง่าย คุณจึงเปลี่ยนเพลงกลับไปกลับมาได้โดยไม่มีสะดุดตลอดทั้งวัน สรุปสั้นๆ ได้เลยว่า BeatsX คือเพื่อนร่วมทางแบบไร้สายอันสมบูรณ์แบบที่ลงตัวกับชีวิตคุณ

คุณภาพเสียง

เสียงเบส – ด้วยย่านต่ำที่ให้เสียงเบส กับ กลองกระเดื่องที่มีอิมแพคที่แน่นชัด โดยมีขอบเขตของเสียงในย่านต่ำที่ดีมาก ๆ ไม่ลอยขึ้นไปกดเสียงย่านอื่น ๆ ให้รู้สึกทึมทึบ เสียงร้อง – เสียงกลางนั้นมีเนื้อเสียงที่กลมกล่อม เสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ นั้นถูกแจกแจงได้อย่างน่าฟังโดยไม่ทับซ้อนกัน พร้อมทั้งมิติของเสียงที่ดีเยี่ยม เสียงแหลม – เสียงสูงมีความรวดเร็ว คมชัดเป็นประกาย ปลายเสียงสะอาดไม่บาดหู เวทีเสียง – เวทีเสียงขนาดปานกลาง วางตำแหน่งเครื่องดนตรีได้ดี เสียงร้องจะอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย เหมาะสำหรับเพลงที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้น

Smartphone แบบไหนเหมาะกับใครในครอบครัว

"power buy"

 ตอนนี้ไม่ว่าใครวัยไหนก็คงต้องมี Smartphone เอาไว้ใช้งานกันทั้งสิ้น ด้วยเสปคที่มีมากมายหลากหลาย ราคาลดหลั่นกันไป รวมถึงสามารถหาซื้อได้ง่ายไม่ว่าจะไปห้างร้านไหนอย่างเช่น “power buy” ก็มีให้คุณได้เลือกสรรอย่างครบถ้วนเลยทีเดียว โดยแต่ล่ะแบรนด์แต่ละรุ่นก็มีโปรโมชั่นมาจูงใจมากมาย

แต่ไม่ใช่ว่าสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งนั้นจะเหมาะสมกับทุกคน โดยดูง่าย ๆ จากในหนึ่งครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ยังมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันดังนั้นสมาร์ทโฟนที่ใช้ก็เช่นกันก็ต้องมีสเปคและฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ทำออกมาเพื่อรองรับแต่ละคนดังนั้นเราไปดูกันดีกว่าว่า Smartphone ที่เหมาะกับแต่ละคนในครอบครัวควรเป็นแบบไหน

1. พ่อ

– ประสิทธิภาพความเร็ว

ด้วยความที่ความเป็นพ่อนั้นคาบเกี่ยวกันหลายช่วงอายุด้วยกัน ดังนั้นเราจะพูดถึงภาพรวมในความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่จะต้องมีการติดต่อสื่อสารทั้งในธุรกิจนอกบ้านและในส่วนของครอบครัวดังนั้นควรเลือก Smartphone ที่มี CPU และ RAM ที่มีความรวดเร็วสูง เมื่อเกิดสถานการ์ที่สำคัญและเร่งรีบเครื่องจะได้ทำงานอย่างเป็นปกตินั่นเอง

– GPS ที่แม่นยำ

แน่นอนว่าผู้ที่เป็นพ่อต้องทำหน้าที่ขับรถหรือนำทางสมาชิกในครอบครัวไปในที่ต่าง ๆ ดังนั้นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในรถทุก ๆ คนก็คือ Smartphone ที่มี Application GPS นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ Smartphone เกือบทุกรุ่นทุกแบรนด์ก็น่าจะรองรับการใช้งาน GPS กันแล้ว แต่ที่แตกต่างกันก็คือเสถียรภาพของระบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างเช่นถ้าขับรถและปักหมุดไว้สถานที่ใดที่หนึ่งแล้วคลาดเคลื่อนจากจุดหมายปลายทางไปแค่นิดเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่

2. แม่

– ปากกา

ในความเป็นแม่บ้านย่อมมีสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตรหรือต้องมีการจดบันทึกหรือ List ของที่จะซื้อเข้าบ้าน ดังนั้นการที่มีสมาร์ทโฟนที่มีปากกาซึ่งสามารถจะจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ไปอย่างสะดวกและรวดเร็วได้ก็จะสมบูรณ์แบบมาก โดยปัจจุบันก็มีอยู่หลายรุ่นให้ได้เลือกซื้อซึ่งไม่จำเป็นเลยว่าต้องซื้อรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีฟังก์ชั่นล้ำสมัยอย่างเช่นกดปากกาเพื่อถ่ายรูป แต่ว่าซื้อตามกำลังและความต้องการของตัวเองก็เพียงพอแล้ว

– กล้องถ่ายรูปชัด

คุณแม่ไม่ว่าจะวัยสาวหรือวัยไหนก็คงชอบการถ่ายรูปตัวเองกับครอบครัวเพื่อเก็บความประทับใจในโอกาสต่าง ๆ อยู่แล้วใช่ไหมดังนั้นถ้าคิดจะซื้อ Smartphone ก็ควรจะหาที่มีเทคโนโลยีกล้องใหม่ ๆ ไว้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อรุ่นเรือธงก็ได้เพราะในตัวที่ราคากลาง ๆ ก็มีฟีเจอร์ของกล้องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ AI ที่สามารถปรับแบบให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติซึ่งแม้จะเป็นมือใหม่ก็สามารถถ่ายรูปออกมาให้สวยงามแบบมืออาชีพได้

3. ลูก ๆ

– เล่นเกมได้ดี

ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกผู้ชายและลูกผู้หญิงนั้นก็มีแตกต่างกันไปตามเพศและวัย แต่ว่าเด็กและวัยรุ่นน้อยคนนักที่จะไม่เล่นเกม ดังนั้น Smartphone ของลูก ๆ ในหลายครอบครัวจึงต้องเน้นไปที่เล่นเกมได้เพื่อตอบสนองความต้องการ โดยว่ากันจริง ๆ แล้วทุกรุ่นในราคาประมาณ 8000 ขึ้นไปก็สามารถเล่นเกมได้ค่อนข้างดีแล้ว โดยเกมสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีทั้งที่เป็นเกมเล็ก ๆ ในรูปแบบแคชชวลและมีทั้งที่เป็นเกมใหญ่ ๆ กราฟิกสวยงามแต่ว่าสามารถปรับภาพให้อยู่ในระดับต่ำหรือปานกลางเพื่อให้ Smartphone ราคาไม่แพงสามารถรันภาพได้

– มีระบบค้นหาโทรศัพท์

อันนี้เอาไว้ใช้ในหลายกรณี โดยอย่างแรกเอาไว้ตาม Smartphone โดยตรงในเวลาที่น้อง ๆ หนู ๆ เกิดทำสูญหาย หรือในเหตุการณ์นั่นก็คือถ้าลูกเกิดหายตัวไปก็สามารถตามหาตัวลูก ๆ ได้ในระดับหนึ่งจากสัญญาณ Smartphone นั่นเอง ซึ่งถือว่าในยามขับขันนั้นฟีเจอร์นี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ Smartphone ที่เหมาะกับแต่ละคนในครอบครัว จะเห็นได้ว่ามีความละเอียดละอ่อนและต้องพิจารณาให้ดีกันในระดับนึงเลยทีเดียว โดยถ้าใครคิดไม่ออกว่าคุณหรือคนในครอบครัวควรใช้ Smartphone แบบไหนก็สามารถไปที่ร้านค้าชั้นนำอย่าง “power buy” เพื่อขอคำแนะนำจากพนักงานได้นะครับ

อย่ามองข้ามเคสมือถือ

ไอโฟน7

ปัจจุบันนี้ขนาดหน้าจอของโทรศัพท์มือถือมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เริ่มตั้งแต่ ไอโฟน7 ไอโฟน X  S7 Note รุ่นต่างๆ ที่มากับจอใหญ่ๆ จึงเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เวลาเราซื้อมือถือเครื่องใหม่จะต้องซื้อเคสมือถือ และ ฟิล์มอื่น ๆ เพื่อติดเพิ่มหรือปกป้องสมาร์ทโฟนของเราด้วย

ทำให้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่าเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในการที่ป้องกันความเสียหายของสมาร์ทโฟนที่ราคาก็ไม่ถูกเลย ไม่ว่าจะรุ่นเก่าอย่าง ไอโฟน6 ไอโฟน7 ซังซุงรุ่นต่างๆ และแน่นอนว่าเราก็พร้อมที่ยินดีจะจ่าย เพื่อให้สมาร์ทโฟนอยู่กับเรานานและดีที่สุด

และการมีเคสมือถือ และ ฟิล์มอื่น ๆ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถลดรอยขีดข่วนของตัวเครื่อง และหน้าจอได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าพูดถึงเคสกันรอยในปัจจุบันแล้วก็มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเสียจนหลายคนเกิดปัญหาว่าเคสกันรอยแบบไหนมันดีกว่ากัน

วันนี้เลยมีข้อมูลคร่าวเล็กน้อย ของสิ่งป้องกันอย่างเคสมือถือ และ ฟิล์มอื่น ๆ แต่ในครั้งนี้จะเน้นเรื่องของเคสกันรอยเป็นอันดับแรก เนื่องจากว่าเคสนั้นสามารถปกป้องหน้าจอมือถือของเราเป็นอย่างแรก ฉะนั้น มาดูกันดีกว่าว่าเคสแบบไหนที่เหมาะสมกับมือถือของเรามากที่สุด

Soft Case (เคสแบบอ่อน) ยืดหยุ่นได้ เป็นเคสที่มีราคาไม่แพงและได้รับความนิยมสูง เนื่องจากข้อดีมีหลายข้อมากๆ คือ ยืดหยุ่น รับแรงกระแทกได้สูง โดยทั่วไปจะทำจากวัสดุ 2 ประเภท คือ

ซิลิโคน โดยข้อดีเลยคือจะยืดหยุ่น รับแรงกระแทกได้สูง ทำความสะอาดง่าย สวมใส่กับโทรศัพท์ง่าย ตัวเคสมีความหนืดทำให้เวลาถือสมาร์ทโฟนไม่ตกหล่นง่าย วางไว้ตรงไหนไม่เลื่อนหรือลื่นง่าย และด้วยความที่นิ่ม ยืดหยุ่น ทำให้ไม่เกิดรอยบนตัวเครื่องและที่สำคัญสามารถสกรีนลายได้ง่าย ทำให้เคสประเภทนี้วางจำหน่ายมากมาย

แต่เมื่อของมีข้อดี ก็ย่อมต้องมีข้อเสีย ข้อเสีย คือเป็นเคสที่เป็นตัวดูดฝุ่นชั้นดี เนื่องจากฝุ่นเกาะติดง่าย อีกทั้ง เมื่ออยู่ใกล้ความร้อน หรือใช้งานเกิน 6 เดือนจะเสียทรงได้ ในขณะที่ยาง TPU ย่อมาจาก Thermoplastic Polyurethanes จะมีความต่างกับซิลิโคนในเรื่องของ ความยืดหยุ่น การรับการกระแทก สรุปรวมๆ ข้อดี คือคงทนกว่าซิลิโคน ไม่เสียทรงง่าย ไม่จับฝุ่นเท่าซิลิโคน รองรับแรงกระแทกได้ระดับนึง ใน

ส่วนของข้อเสีย คือ ถ้าเป็นเคสแบบใส อาจจะเหลือง หม่นๆ ดูเก่าไม่น่าใช้ และเนื่องจากมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าซิลิโคน ทำให้เวลาทำเครื่องตกอาจจะได้รับการกระแทกที่แรงกว่า ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายได้มากกว่า แต่มีลายให้เลือกเยอะ ราคาถูก ทำให้เคสมือถือประเภทนี้ได้รับความนิยมสูง

Hard Case (เคสแข็ง) ทำจากพลาสติกหรืออะลูมิเนียม ซึ่งจะการใส่เคสมือถือจะมี 2 แบบ คือ Snap On กับ Slide In

Snap On คือ นำเคสส่วนบน ส่วนล่างมาประกอบกัน  , Slide in คือ การใส่มือถือเข้าไปในเคสด้านใดด้านหนึ่งก่อน แล้วค่อยเอาอีกด้านประกบเข้าไป

ซึ่งข้อดีของประเภทเคสนี้ คือ ดูดี มีความทนทานระดับนึง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเป็นวัสดุแบบอะลูมิเนียม บางเคสจะทำให้การรับสัญญาณมือถือไม่ดีนัก เคสมีน้ำหนักมาก และทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นรอยได้ เคสประเภทนี้ เหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบความเรียบหรูดูดี เพราะลายอาจจะไม่มีให้เลือกมากนัก

Hybrid Case เป็นเคสมือถือที่เอาข้อดีของทั้ง Soft Case กับ Hard Case มารวมกันในเคสเดียว โดยส่วนมากมักจะนำซิลิโคน มาจับคู่กับพลาสติก ข้อดีของเคสประเภทนี้ คือ มีความยืดหยุ่นจากคุณสมบัติของเคสแบบอ่อน มีความแข็งแรงคงรูปจากคุณสมบัติของเคสแบบแข็ง ให้ความรู้สึกขณะสัมผัสที่ดี ดูแข็งแรง มีน้ำหนักที่เหมาะสม

ข้อดีที่สำคัญที่สุด คือ สามารถรับแรงกระแทกได้ดีที่สุดในบรรดาเคสทุกแบบ แต่ก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกัน คือ รูปร่างหรือขนาดอาจจะเทอะทะ มีขนาดใหญ่กว่าเคสทั่วๆไปและเนื่องจากมีเคสแบบอ่อนมาผสมด้วย ทำให้ดึงข้อเสียมาด้วย คือ ฝุ่นมักเกาะง่ายและวัสดุที่เป็นพลาสติกมักแตกหักเสียหายง่าย เพราะเมื่อต้องการลดขนาดความหนาความใหญ่ของเคส ย่อมต้องเลือกพลาสติกที่บางกว่าพลาสติกแข็งหนา เคสประเภทนี้เหมาะกับคนสมบุกสมบันและที่สำคัญต้องชอบพกโทรศัพท์ในกระเป๋าถือ เพราะเคสมีความหนาและใหญ่กว่าเคสทั่วไป จึงไม่สามารถพกมือถือในกระเป๋ากางเกง หรือกระโปรงได้ อาจทำให้เสียบุคลิกได้

Macbook กับนักออกแบบ

โน๊ตบุ๊ค

เมื่อพูดถึง โน๊ตบุ๊ค ..เราอาจจะกล่าวได้ว่า โน๊ตบุ๊ค หรือ คอมพิวเตอร์ คือหนึ่งในเครื่องมือที่นักออกแบบทุกคนจะต้องมีเอาไว้ใช้งาน จะสังเกตได้ว่าหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่นักออกแบบนิยมใช้งานกันนั้นคือ Macbook นั้นเอง ทำให้เกิดคำถามกับหลายคนว่า “เป็นนักออกแบบจำเป็นต้องใช้ Macbook จริงหรือไม่” รวมทั้ง มีนักศึกษาหลายคนที่กำลังจะเริ่มเข้าเรียนในสายออกแบบ ก็จะเกิดคำถามว่า จะเลือกใช้งานโน๊ตบุ๊คอะไรดี วันนี้เราจะมาบอกเล่าจุดเด่น จุดด้อย ของการใช้ Macbook ในงานออกแบบกัน

คำตอบในเบื้องต้น คือ “Macbook ไม่จำเป็น” มีนักออกแบบหลายคนไม่ได้ใช้อุปกรณ์ที่เป็น Apple เลยสักชิ้นเดียว แต่ก็เป็นนักออกแบบที่เก่งสามารถผลิตงานออกแบบที่มีคุณภาพออกมาได้มากมาย Notebook เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณทำงานได้รวดเร็วขึ้น สมองและความคิดสร้างสรรค์คือตัวเพิ่มคุณภาพของงานออกแบบ ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะใช้อะไรก็สามารถเลือกได้ตามที่คุณถนัดเลย

ข้อเสียของ Macbook คือเรามาขอเริ่มต้นด้วยข้อเสียกันก่อนเลย เพราะข้อเสียของรุ่นนี้ จะเรียกว่าข้อเสียได้ไหม ก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ทั้งนี้ ก่อนจะบอกเล่าถึงข้อดีของเจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ เรามาเริ่มกล่างถึงข้อเสียของมันกันก่อนดีกว่า ว่าสามารถยอมรับกับข้อเสียของมันได้หรือไม่

แพง แน่นอนแหละ ด้วยความที่เป็นแบรนด์ Apple หรืออย่างไรก็ไม่รู้ทำให้มันมีราคาแพงกว่าชาวบ้านเขา (ถ้าเทียบสเปคกันแบบหมัดต่อหมัด) นอกจากราคาของตัวเครื่องที่แพง ตัวอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างเม้าส์ คีย์บอร์ด สายต่อพ่วงก็มีราคาแพงในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ช่องต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงน้อย สำหรับรุ่นใหม่ที่มีช่องต่อ USB Type C มาให้เพียงสองช่องและช่องเสียบหูฟัง 3.5  มม.  อีกหนึ่งช่องทำให้คุณจะต้องซื้ออุปกรณ์ในการแปลงต่างๆ มากมายเช่น HDMI ,USB ,CD ,SD Card บอกง่ายๆคือ อะไรที่ไม่ใช่ USB Type C จะเสียบเข้ากับตัวเครื่องไม่ได้เลย

มีปัญหาเวลาเจอ Word หนึ่งในปัญหาที่น่าปวดหัวเล็กน้อยคือการได้รับไฟล์ Microsoft word จากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows บางทีก็พังบ้าง รวนบ้างแล้วแต่กรณี

เล่นเกมลำบาก ด้วยตัวเครื่องที่ไม่มีการ์ดจอแยก และเกมที่รองรับกับตัว macOS นั้นมีน้อยทำให้การเล่นเกมทำได้อย่างลำบาก ถ้าถามว่าสามารถเล่นได้ไหม ตอบเลยว่าเล่นได้ แค่มีเกมให้เลือกน้อยกว่าปกติเท่านั้นเอง ถ้าใครต้องการทำงานด้วยและเล่นเกมด้วยก็บอกลา Macbook ไปได้เลย

อ่านข้อเสียที่ยกตัวอย่างกันมาบ้างแล้ว ต่อไปนี้เราลองมาศึกษาข้อดีของการเลือกใช้เจ้า Macbook กับสายงานออกแบบกันบ้างดีกว่าว่าเป็นอย่างไรบ้างซึ่งข้อดีที่จะมาเล่าให้ฟังเป็นความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะตรงกับใครหลายคน หรืออาจจะไม่ตรงกับหลายๆ คนก็ได้ เพราะฉะนั้นลองศึกษาถึงข้อดีข้อเสียให้ดีนะทุกคน

จอมีคุณภาพ ด้วยรุ่นใหม่ๆ ที่จอเป็น Retina display กันหมดแล้ว เหมาะสมมากๆ แก่การใช้งานด้านกราฟฟิค ทำให้ความคมชัดของหน้าจอสามารถแสดงผลออกมาได้อย่างสวยงามถูกใจใครหลายคน ซึ่งในงานสายออกแบบหน้าจอเป็นส่วนสำคัญในการทำงานเป็นอย่างมาก

ทำงานไหลลื่น การทำงานบน macOS ให้ความรู้สึกที่ไหลลื่น ไม่ค่อยมีอาการกระตุกหรือช้ามากนัก (ถ้าซื้อโน๊ตบุ๊คทั่วไปในราคา 50,000 ก็คาดว่าน่าจะไหลลื่นเหมือนกัน) พร้อมทั้งมีโปรแกรมพื้นฐานที่จำเป็นพร้อมใช้งานอยู่แล้วที่ต้องหาเพิ่มหลักๆ น่าจะเป็นโปรแกรมในตระกูล Adobe

ไม่ค่อยมีไวรัสมากวนใจ จุดเด่นที่เราชอบมากคือไม่มีไวรัสมาสร้างปัญหามากนัก ด้วยความที่เป็นนักออกแบบจะต้องมีการโยนไฟล์กันไปมาระหว่างเครื่องเป็นประจำอยู่แล้ว จากที่เคยใช้เจ้า Macbook มาระยะเวลาหนึ่งยังไม่พบปัญหากวนใจเกี่ยวกับไวรัสเลยสักครั้ง

วัสดุดี เบา เล็ก ด้วยวัสดุที่เป็นอะลูมิเนียมทำให้สัมผัสที่ได้นั้นดีเยี่ยมจริงๆ และด้วยน้ำหนักที่เบาจึงมีความคล่องตัวสูงสามารถถือไปทำงานนอกสถานที่ได้ไม่ยากนัก โดยส่วนตัวแล้วตัวเราเองต้องทำงานทั้งนอกสถานที่ รวมไปถึงการไปพรีเซนต์งานค่อนข้างบ่อยทำให้สะดวกสบายกับข้อนี้มาก

อย่าไรก็ดี ทั้งจุดเด่นๆ และจุดด้อย ที่ยกตัวอย่างมาด้านบนมาจากข้อมูลคร่าวๆ เพียงเท่านั้น ยังมีรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเรื่องของการเชื่อต่อ ระบบ และอีกมากมาย ให้คุณต้องศึกษา ฉะนั้น นี่เป็นเพียงคำแนะนำคร่าวๆ เท่านั้ ใครเน้นที่ข้อไหนหรือไม่เน้นข้อไหนก็ตัดสินใจกันดีๆ ว่าจะเลือกใช้อะไร นอกจากนี้แล้ว คอมพิวเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์เท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อความเก่งในการออกแบบอะไรทั้งสิ้น

Smartwatch ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

"apple watch"

                ปัจจุบัน Smartwatch หรือนาฬิกาอัจฉริยะได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันกับคนหลาย ๆ กลุ่ม เนื่องจากมีความสามารถอเนกประสงค์และตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างได้ แบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำต่าง ๆ ก็ได้พัฒนาความสามารถให้กับ Smartwatch ของตัวเองอย่างต่อเนื่องและได้ทยอยส่งออกมาสู่ท้องตลาดอย่างเช่น Apple ที่มี “apple watch” หรือ Samsung ที่มี samsung gear เป็นสินค้าหลักเป็นต้น

                แต่ในความสามารถที่หลากหลายของ Smartwatch ที่ผู้ผลิตจัดมาให้นั้น มีผู้ใช้หลายคนยอมจ่ายเงินซื้อรุ่นแพง ๆ มาเพื่อความสวยงามเป็นเครื่องประดับในแนวแฟชั่นหรือว่าใช้งานแค่เฉพาะที่ตัวเองรู้โดยที่ไม่ได้ใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ อย่างคุ้มค่าซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หรือบางคนไม่สนใจที่จะใช้งาน Smartwatch เพราะไม่รู้ว่า Smartwatch คืออะไรและสามารถตอบโจทย์อะไรตัวเองได้บ้าง ครั้งนี้เราจะมาอธิบายถึงความสามารถของ Smartwatch ที่บางคนอาจจะไม่รู้และลืมนึกถึงไปให้ได้ทราบกัน

                1. ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

                ปัจจุบันความสำคัญของสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน Gadget ได้หันมาให้ความสำคัญและพลักดันให้เป็นความสามารถหลักของ Smartwatch ในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้นถือว่าเป็นฟังก์ชั่นเกี่ยวกับสุขภาพอย่างนึงที่นิยมใช้กันมากโดยหลักการทำงานนั้นหัวใจหลักอยู่ที่เซ็นเซอร์ที่ติดไว้กับบริเวณตัวเรือนซึ่งจะคอยจับการเต้นของชีพจรซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเต้นของหัวใจโดยตรง โดยมีผลดีใน 2 ด้านก็คือสำหรับผู้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่จะได้มอนิเตอร์การเต้นของหัวใจของตัวเองเพื่อเฝ้าระวังในเรื่องของสุขภาพในทุก ๆ วัน

อีกส่วนก็คือเรื่องของการออกกำลังกายที่จะช่วยให้ได้รู้ Heart Rate Zone ของตัวเองซึ่งจะช่วยให้การออกกำลังกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยตัว Smartwatch จะคำนวนอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักและการเต้นสูงสุดเพื่อมาคำนวนกับประเภทการออกกำลังกาย

                2. คำนวนแคลลอรี่ในแต่ละวัน

                สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและกำลังคำนวนแคลลอรี่ที่ใช้ไปในแต่ละวันกับแคลลอรี่ในอาหารที่ต้องรับประทานเข้าไปโดยการคำนวนนั้นก็จะใช้เซ็นเซอร์ที่จับการเคลื่อนไหวของผู้ใส่ในแต่ละวันมารวมกับการคำนวนอัตราการเต้นของชีพจรในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ออกมาเป็นจำนวนแคลลอรี่ที่ใช้ไปอย่างคร่าว ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนสำหรับการลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก

                3. วัดคุณภาพการนอนหลับ

                เคยไหมทั้ง ๆ ที่คุณนอนเต็มอิ่มแล้วแต่ว่าเมื่อตื่นขึ้นมาคุณรู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม ที่เป็นแบบนั้นคุณอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับก็เป็นได้ ดังนั้น Smartwatch รุ่นใหม่ ๆ ก็ได้มีฟังก์ชั่นเพื่อวัดคุณภาพการนอนหลับขึ้นมาโดยมีหัวใจหลักอยู่ที่เซ็นเซอร์ในการตรวจวัดชีพจร และเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหว และระยะเวลาในการนอนแต่ละวัน โดยทั้งหมดสามารถสรุปออกมาอยู่ในหน้า Smartphone ได้ว่าคุณภาพการนอนหลับของคุณในแต่ละคืนนั้นเป็นไปด้วยดีมากน้อยแค่ไหน มีสะดุ้งตื่นกลางดึกกี่ครั้ง ระดับการหลับลึกเป็นไปได้อย่างราบลื่นหรือไม่

                4. สนทนาผ่านตัวเครื่อง

                ในภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่เราคุ้นตากันมาตั้งแต่สมัยอดีต เราจะเห็นตัวเอกใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกาในการติดต่อสื่อสารในการพูดคุยติดต่อการทีมงานของตัวเองซึ่งในปัจจุบัน Smartwatch หลาย ๆ รุ่นก็สามารถให้คุณสื่อสารได้แบบนั้นอย่างเช่น Samsung Gear ในบางรุ่นด้วยการเชื่อต่อเข้ากับ Smartphone ของคุณและรับสายซึ่งสามารถสนทนาผ่านตัวเครื่องได้เลย โดยถ้าเชื่อมต่อเข้ากับหูฟังแบบไร้สายด้วยแล้วล่ะก็จะสะดวกมากยิ่งขึ้นเหล่าเท่า

                5. ฟังเพลง

                อีกหนึ่งความสามารถที่ Smartwatch เกือบทุกรุ่นทำได้แต่หลายคนมองข้ามนั่นก็คือการฟังเพลงนั่นเอง อย่างเช่น “apple watch” นั้นสามารถโหลดแอปพลิเคชัน Music Streaming ชื่อดังอย่าง Spotify มาไว้เพื่อฟังเพลงโดยที่ไม่ต้องพก Smartphone อีกแล้ว โดยยังรองรับการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ไร้สายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหูฟังไร้สายหรือลำโพงไร้สาย โน๊ตบุ๊ค ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นอย่างมาก

                นี่คือความสามารถเพียงไม่กี่อย่างของ Smartwatch ที่เราหยิบยกขึ้นมาให้ดูกัน เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้หลาย ๆ แบบ ถ้าใครสนใจก็หารุ่นที่ชอบดีไซน์ที่ใช่ไม่ว่าจะเป็น “apple watch” หรือรุ่นอื่น ๆ มาไว้ที่ข้อมือนะครับ

ไอโฟนทางที่ใช่สำหรับคุณ

ไอโฟน

ต้องยอมรับว่าหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่เป็นทื่นิยมสุดๆ ตั้งแต่วัยรุ่นยัน CEO ระดับสูง หนึ่งในตัวเลือกลำดับต้นๆ ก็ต้องมี ไอโฟน ของบริษัท Apple อยู่ในนั้นแน่ๆ แต่เพราะอะไรที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จกับ ไอโฟน จนทำให้เป็นมือถืออันดับต้นๆ ในใจของใครหลายคน

ก่อนอื่นสำหรับแบรนด์ Apple นั้น ไม่ว่าคุณจะชอบ หรือไม่ชอบแบรนด์นี้ก็ตาม แต่ Apple เป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งสินค้าที่พลักดันบริษัท Apple มากที่สุดก็คือ iPhone ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2007 โดยสตีฟ จ๊อบส์ และโด่งดังมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ Apple ยังมีผลิตภัณฑ์สร้างชื่ออย่างอื่นอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น iPod เครื่องเล่นเพลง mp3 พกพาที่ปฏิวัติการฟังเพลงในยุคก่อน และกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ Mac ทั้งแบบตั้งโต๊ะ หรือโน้ตบุ๊ค ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่เด็กนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนคนทำงาน นักธุรกิจต่างๆ มากมาย

ซึ่งแน่นอนว่านอกจากผู้คนจะสนใจผลิตภัณฑ์ของ Apple เพราะคุณภาพของสินค้า แต่เหตุผลหลักที่ทำให้คนเลือกใช้ iDevices ก็เป็นเพราะการตลาดของ Apple นั่นเอง ที่วางผลิตภัณฑ์ของในกลุ่มตลาดที่เน้นภาพลักษณ์ ความ Cool ทันสมัย แต่ง่ายต่อการใช้งาน นอกจากโฆษณาแล้ว

ในช่วงแรก Apple ยังให้อุปกรณ์ของตนเองกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ใช้ในการถ่ายทำ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นสินค้าของตนเองในทีวี รวมถึงมีโครงการเพื่อการศึกษา ลดราคาให้กับนักเรียนนักศึกษา ยิ่งทำให้ Apple เป็นแบรนด์ที่ดูดีเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตาม จะข้อกล่าวถึงเหตุผลหลักๆ ที่ทำไอโฟนเป็นที่นิยม อย่างแรกเลยคือ iPhone จะเป็นอุปกรณ์ที่รองรับแอพพลิเคชันที่ดีที่สุด อย่างที่หลายท่านทราบดีว่าสัดส่วนผู้ใช้ Android ทั่วโลก มีจำนวนมากถึง 80% ซึ่ง Apple ยังมีสัดส่วนที่เป็นรองอยู่มาก

แต่ทว่านักพัฒนากลับเลือกเขียนแอพฯ สำหรับ iPhone เป็นลำดับแรก เนื่องจาการพัฒนาแอพฯ บน Android มีต้นทุนที่สูงในการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ และการออกแบบที่ทำได้ยากสำหรับอุปกรณ์ Android ที่มีความหลากหลายทั้งแบรนด์ รุ่น และขนาด รวมทั้งรายได้จากการพัฒนาแอพฯ บน iPhone ยังสูงกว่า Android อีกนั่นเอง

การออกแบบที่ดึงดูดผู้ซื้อได้มากกว่า เริ่มตั้งแต่การเปิดตัว iPhone 6/6 Plus ก่อให้เกิดกระแสและความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ประกอบดีไซน์ที่เปลี่ยนไปชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าหากวางเทียบกับมือถือ Android ในหลายๆแบรนด์ ไอโฟน ต้องเป็นอุปกรณ์แรกๆ ที่ดึงดูดให้หลายท่านได้มาหยิบจับหรือทดลองใช้ก่อนซื้อใช้งานอย่างแน่นอน

การมาของ Apple Pay ส่งผลให้ iPhone มีระบบการชำระเงินด้วยมือถือที่ดีที่สุดไปแล้ว แม้ Apple Pay หรือระบบการชำระเงินบน iPhone จะยังอยู่ที่ช่วงเริ่มต้น แต่จากการประกาศพันธมิตรที่ร่วมกับ Apple ที่อยู่กว่า 700 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับและสนับสนุนระบบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

การบริการจาก Apple Store สำหรับประเทศไทยยังไม่มี Apple Store มาเปิดสาขา แต่ในหลายประเทศ Apple Store เป็นที่ยอมรับด้านการบริการเป็นอย่างยิ่ง โดยหากผู้ใช้ iPhone ต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือด้านการใช้งานหรืออื่นๆ พนักงานสามารถให้คำแนะนำได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งก็หวังว่าในอนาคต Apple จะขยายสาขาของ Apple Store มาในไทยเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ iPhone จะไม่ใช่สมาร์ทโฟนรุ่นแรก ที่มาพร้อมกับหน้าจอ touchscreen แต่ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาดของ Apple ทำให้การใช้งาน iPhone นั้นลื่นไหล และใช้งานได้ง่าย จนทำให้บางอย่างกลายเป็นมาตราฐานของสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ รุ่นต่อมาไปด้วย เช่น การจีบนิ้วเข้าออกเพื่อซูม หรือการสไลด์หน้าจอเพื่อปลดล็อค เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกกับ iPhone ทั้งสิ้น จากฟีเจอร์ที่คนไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องมี กลายเป็น ฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว

นอกจากเรื่องฟีเจอร์ที่โดดเด่นแล้ว การใช้ iPhone ยังให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกภูมิใจ เพราะวัสดุงานประกอบที่พรีเมี่ยม ให้สัมผัสที่ดีเวลาถือ และดีไซน์ที่หรูหรามีระดับ

และไม่ใช่แค่ดีไซน์ระดับท็อปเท่านั้น ทางด้านสเปคที่ทุกครั้งที่ Apple เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ก็จะมีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งานของเครื่องให้ดีขึ้นในระดับ high-end ณ ขณะนั้นทุกครั้ง ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเล่นเกมที่ลื่นไหล หรือกล้องถ่ายภาพที่คมชัด จนทำให้ iPhone มักถูกจับไปเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน high-end รุ่นอื่นๆ เสมอตลอดมา

และที่น่าสนใจ ก็คือราคา ที่นับวันจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่นั้นก็มาพร้อมกับคุณภาพและระบบที่ทันสมัย แปลกใหม่ รวมไปถึง ภาพลักษณ์ที่ต้องดูแพง ดูหรูนั่นเอง ซึ่งการตั้งราคาแพง ก็อาจไม่ได้ทำให้ทุกแบรนด์ประสบความสำเร็จเสมอไป แต่เพราะ IPhone ก็คือ IPhone

AirPods ไร้สายขั้นสุด

หูฟังไร้สาย

ปัจจุบัน หูฟังไร้สาย ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่อยู่คู่กับสมาร์ทโฟน โดยถ้าพูดถึง หูฟังไร้สาย ที่ทำมาเพื่อ iPhone นั้นก็คงต้องเป็น EarPods อย่างแน่นอนแต่ด้วยความต้องการของผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีไร้สายก็ได้เข้ามามีบทบาทกับ EarPods จนได้กลายเป็นหูฟัง Bluetooth อย่าง AirPods ซึ่งหลายๆ คนที่ได้ทลองใช้ต่างบอกต่อกันว่า “ต้องลอง” โดยถ้าหากใครสนใจ AirPods อยู่ล่ะก็ เราจะมาเจาะลึกถึงข้อมูลที่น่าสนใจของหูฟังไร้สายตัวนี้กัน

                AirPods เปิดตัวไปในเดือนกันยายน ปี 2016 ผลิตโดย Apple เป็นหูฟังไร้สายอัจฉริยะที่มีชิปพิเศษ W1 เข้าไปภายในที่เหมือนสมองของหูฟัง และมีฟังก์ชั่นพิเศษมากมาย เมื่อซื้อมาครั้งแรกภายในกล่องจะประกอบไปด้วย AirPods, กล่องชาร์จ, สาย Lightning สำหรับการชาร์จ, คู่มือการใช้งาน

AirPods ถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกสีขาวซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวหูฟัง ด้านหลังจะเห็นปุ่มวงกลมสีขาวซึ่งเป็นปุ่มสำหรับเปิดสัญญาณ Bluetooth เมื่อต้องการเชื่อมต่อ AirPods กับอุปกรณ์อื่นอย่างเช่นมือถือ Android หรือ Notebook เป็นต้น ด้านล่างเป็นพอร์ต Lightning เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Adapter หรือ Powerbank ได้

ด้านในกล่องเปิดมาจะเห็นช่องใส่หูฟังแต่ละข้าง โดยจะมีไฟสถานะเป็นจุดเล็ก ๆ ให้เห็นตอนเปิด ซึ่งเวลาเราเปิดฝากล่องออกมา ถ้า iPhone เราอยู่ใกล้ ๆ จะจับคู่อุปกรณ์เองเลยโดยที่ไม่ต้องเข้าไปใน Settings ของ iPhone แต่อย่างใด   

ดีไซน์ของ AirPods นั้นคล้ายกับ EarPods รุ่นเก่าแต่เป็นแบบไม่มีสาย ถ้าดูจริง ๆ งานประกอบจะดูแข็งแรงมากกว่า ส่วนล่างของตัวก้านหูฟังจะเป็นไมโครโฟนคู่ที่มีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

AirPods นั้นมีจุดเด่นเลยคือมาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple W1 พร้อมเซ็นเซอร์แบบ Optical คู่ และเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้ตัวหูฟังสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ผู้ใช้กำลังใส่หูฟังหรือถอดหูฟังแล้ว ซึ่งระหว่างการใช้งานถ้าหากมีการถอดหูฟังออกข้างใดข้างหนึ่งและกำลังฟังเพลงอยู่ก็จะหยุดเล่นทันทีและจะเริ่มเล่นอีกครั้งเมื่อใส่หูฟังใหม่

นอกเหนือจากฟังเพลงและสนทนาแล้ว AirPods ยังสามารถใช้งาน Siri ได้ผ่านการแตะสองครั้งบริเวณหูฟัง คำสั่งต่าง ๆ ที่เราสามารถสั่ง Siri ตอนฟังเพลงได้ มีคร่าว ๆ ดังนี้ เพิ่มเสียงให้ดังขึ้นนิดเดียว, เพิ่มเสียงให้ดังสุด,ลดเสียงให้ดังลงนิดเดียว,เงียบเสียง ,เล่นเพลงถัดไป,เล่นเพลงก่อนหน้า,สั่งให้ Siri  เล่นเพลงแนวต่าง ๆ

AirPods มีไมโครโฟนมาด้วยทั้งสองข้าง ทำให้สามารถหยิบข้างไหนก็ได้มาใช้งานคุยโทรศัพท์ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับคุณภาพตอนใช้คุยโทรศัพท์นั้นต้องบอกว่าพอใช้ได้เพราะว่าไม่ได้ตัดเสียงรอบข้างเวลาเราคุยโทรศัพท์แต่อย่างใด

หลายคนอาจมีคำถามว่าเวลาใส่ AirPods นั้นจะหลุดง่ายไหม ซึ่งบอกได้เลยว่าหลุดยากมาก ถ้าสามารถใส่ EarPods ได้โดยไม่หลุดก็สามารถใส่ AirPods ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านต่าง ๆ ก็ไม่หลุดอย่างแน่นอน ซึ่งต้องบอกว่า Apple ออกแบบมาได้ดีตั้งแต่ EarPods แล้ว เพราะได้แสกน “รูปร่างของหูคน” หลายรูปแบบเพื่อสร้าง EarPods ให้ไม่หลุดง่าย ซึ่งคนประมาณ 80% สามารถใส่หูฟังแบบนี้ได้โดยไม่หลุด แต่น่าเสียดายที่ AirPods นั้นไม่กันน้ำจึงไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหรือลุยฝน

มากันที่เรื่องคุณภาพเสียงของ AirPods กันบ้างดีกว่า โดยรวมแล้วเสียงของ AirPods คือดีกว่าหูฟัง EarPods นิดหน่อยเพราะมีความกว้างของมิติที่มากกว่า เสียงเบสเสียงต่ำของ AirPods จัดอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้หนักมาก แต่เน้นไปทางเสียงกลางดังนั้นเสียงร้องต่าง ๆ จะได้ยินชัดเจนพอสมควร

ความอึดของแบตเตอรี่นั้นถ้าตามสเปก การชาร์จไฟเต็ม ๆ หนึ่งครั้งจะใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมกับกล่องเก็บหูฟังที่มีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จเพื่อให้ใช้หูฟังได้รวม ๆ นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งก็พูดได้ว่าเกินพอเลยทีเดียวสำหรับการใช้งานแบบปกติ Airpods ราคาตอนนี้อยู่ที่ 6,500 บาทซึ่งถือว่าราคาสูงอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าใครเป็นแฟนของ Apple นั้นพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

Garmin Smart watch ที่สุดของความทนทาน

Garmin

ถ้าพูดถึงความแข็งแกร่งทนทาน Smart watch Garmin นั้น ย่อมต้องเป็นหนึ่งในตองอูอย่างแน่นอน โดย Garmin นั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 และปัจจุบันเป็นบริษัทในเมืองชัฟเฟาเซ่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

Garmin เริ่มเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมการบินด้วยผลิตภัณฑ์การนำทางด้วยระบบ GPS ที่ล้ำยุคเมื่อราวสามศตวรรษที่แล้ว

นับแต่นั้นมา สายผลิตภัณฑ์ของ Garmin ก็ได้ขยายไปจนครอบคลุมทั้งการบิน ทางทะเล และอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบัน Garmin เป็นผู้นำในตลาดการบิน การทะเล ยานยนต์ กิจกรรมกลางแจ้ง และฟิตเนสที่โด่งดัง ด้วยพื้นฐานระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ที่ดี รวมกับการออกแบบที่น่าทึ่ง คุณภาพที่ไร้ที่ติ และความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่าที่นำไปสู่ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Garmin กลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งสำหรับทุกคนที่ดื่มด่ำกับชีวิต

ในส่วนของชื่อแบรนด์นั้น มาจากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะตอนนั้น Gary Burrell และ Min Kao สองผู้ก่อตั้งของแบรนด์นั้นเห็นโอกาสในการทำตลาดอุปกรณ์ GPS แบบพกพาที่ใช้สำหรับเครื่องบิน จึงตัดสินใจลุยพัฒนาสินค้าตัวนี้เต็มที่

แต่เมื่อจะทำตลาดสินค้าสักตัวหนึ่ง เรื่องชื่อแบรนด์ก็จำเป็น ทั้งสองผู้ก่อตั้งจึงใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการนำชื่อพยางค์แรกของสองคนมารวมกันจนได้คำว่า Garmin นั่นเอง ซึ่งการทำตลาดในชื่อนี้ก็สร้างชื่อให้กับบริษัทอย่างมาก

จนกระทั่ง ปัจจุบันนี้ Garmin ได้เปิดตัว Smart watch รุ่นใหม่ จะเรียกว่าเป็นตระกูลใหม่เลยก็ว่าได้กับ Garmin Instinct ซึ่งดูเหมือนจุดขายหลักๆ จะไม่ใช่เรื่องการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความทนทานของตัวเครื่อง ที่ผ่านมาตรฐาน US Military Standard และความแม่นยำของ GPS

โดยหน้าตาและดีไซนน์ของ Smart watch Garmin Instinct นั้นดูมีความเป็นนาฬิกาแนวแข็งแกร่ง มาดแมน ด้วยกระจกหน้าจอออกแบบมาให้มีความทนทานเป็นพิเศษ ตัวเรือนทำจากไฟเบอร์ที่เสริมความแข็งแกร่ง ให้สามารถทนทานและผ่านมาตรฐานความแกร่งทางทหารได้ โดยมาตรฐาน MIL-STD-810G ที่ผ่านการทดสอบมานั้นก็มีตั้งแต่การใช้งานในทุกๆ สภาพแวดล้อม ทั้งแรงกดอากาศและอุณหภูมิที่ต่ำมากหรือสูงมาก รวมไปถึงหมอกควัน ทราย ฝนตก ความชื้นที่สูง การโดนกระแทกแรงๆ ก็ไม่พังหรือแตกหักไปซะก่อน นอกจากนั้น ยังรองรับมาตราฐาน 10ATM ลงน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

แม้ตัวเรือนจะออกแบบมาให้มันอึดถึกทนแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ทิ้งความสามารถในการเป็น Sport Watch และ Smart Watch ยังสามารถเปิดโหมดในการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และประเภทอื่นๆ ได้เหมือนเดิม รวมถึงรับการแจ้งเตือนจากมือถือได้

นอกจากนี้ ทาง Garmin ได้การรันตีไว้ว่า แบตเตอรี่นั้นใช้งานได้นานถึง 14 ชั่วโมงในโหมดสมาร์ทวอช และ 16 ชั่วโมงในโหมด GPS และ 40 ชั่วโมงในโหมด UltraTrac ประหยัดพลังงาน จากการทดลองใช้งานมา 7 วัน มีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านทางบลูทูธเพื่อรับการแจ้งเตือนเกือบตลอดเวลา และมีการใช้งานจับ GPS วิ่งไป 5 ครั้ง นาน 185.6 นาที จากแบตเตอรี่เต็ม 5 ขีด วันที่ 7 เหลือ 1 ขีด ถือว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานอยู่

การออกกำลังกายที่รองรับ

ฟิตเนสและยิม – Strength, Cardio and Elliptical Training, Stair Stepping, Floor Climbing, Indoor Rowing and Yoga

วิ่ง – Running, Treadmill Running, Indoor Track Running, Trail Running

กิจกรรมกลางแจ้ง – Hiking, Climbing, Mountain Biking, Skiing, Snowboarding, XC Skiing, Stand Up Paddleboarding, Rowing, Kayaking, Tactical

ปั่นจักรยาน – Biking, Indoor Biking, Mountain Biking

ว่ายน้ำ – Pool Swimming, Open Water Swimming

กล่าวคือ ในภาพรวมแล้ว Garmin Instinct นั้นเป็นนาฬิกาออกกำลังกายประเภท Outdoor GPS Watch ดีไซน์สวยและเท่ที่สุด เท่าที่เคยมาก่อน ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมด จึงทำให้ Garmin Instinct ถือเป็นนาฬิกาไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานระหว่าง นาฬิกาแฟชั่นสปอร์ต และ นาฬิกา GPS ได้อย่างลงตัว

เจาะกลุ่มผู้ใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นออกกำลังกาย – ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือ สวมใส่ติดตามกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แม้ไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม ในด้านวัสดุและงานประกอบต้องบอกว่าสมราคา ด้วยความแข็งแกร่งทนทานในมาตรฐานทหารเกี่ยวกับการสั่นสะเทือน (U.S. military standard 810G) และ กันน้ำสูงสุดได้ถึง 100 เมตร จึงทำให้ทุกการสวมใส่มั่นใจ ใช้งานได้เต็มที่  ในส่วนของด้านออกกำลังกายยังคงจัดเต็มในแนว Sport Watch ด้วยเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจจากข้อมือ (Garmin Elevate™) และ ระบบติดตามเส้นทาง ความเร็ว กลางแจ้ง (GPS/GLONASS/Galileo) ดังนั้น Garmin Instinct ถือว่าเป็นนาฬิกา GPS มัลติสปอร์ตที่ค่อนข้างตอบโจทย์ได้ดีเลยกับราคา 11,500 บาท สำหรับการใส่ออกกำลังกายและใช้งานในชีวิตประจำวัน

logitech g102 เมาส์ เกมมิ่ง มั่นใจทุกการควบคุม

g102

หากพูดถึง logitech แล้วนั้น ถือว่าเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่ใครๆ ก็ต่างไว้วางใจกันมาเนิ่นนาน และได้เป็นผู้นำทางด้านเมาส์จนสำเร็จ อีกทั้งยังออกแบบเมาส์ที่มีความหลากหลายรูปแบบ อย่างเช่น เมาส์ เกมมิ่ง logitech g102  หน้าตาการออกแบบ หรือดีไซน์ รูปลักษณ์แวบแรก จะเห็นได้ว่าหน้าตาเมาส์ตัวนี้เรียบๆ อาจทำให้รู้สึกว่านี่คือเมาส์ปกติธรรมดาทั่วไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะว่านี่คือเมาส์เกมมิ่ง เป็นเมาส์ที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ แต่ Logitech เน้นการออกแบบที่ไม่หวือหวา ไม่ลวดลายอะไรเยอะแยะ แต่คงไว้ซึ่งการใช้งานที่ยอดเยี่ยม จับได้ถนัดมือ มั่นใจทุกการควบคุม

G102 เกมมิ่ง เมาส์ตัวนี้ วางราคาเอาไว้ไม่เกินใจ อยู่ที่ราคา 990 บาทเท่านั้น ซึ่งอยู่ในช่วงราคาที่น่าจับจองเป็นอย่างมาก โยเฉพาะเมื่อเทียบกับคุณภาพที่คับแน่นแล้ว จะต้องรออะไรอีก บอกได้เลยว่า G102 เป็นเมาส์ที่ตั้งใจทำออกมาสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัด ไม่สูง และอยากได้เมาส์ที่มีคุณภาพแบบเกมมิ่ง พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานสำคัญเพื่อคอเกม ซึ่งเมาส์ตัวนี้มีมาให้ครบ!

ปุ่มแบบตั้งค่าได้ 6 ปุ่ม เริ่มตั้งแต่ปุ่ม มีมาให้ทั้งหมด 6 ปุ่ม คือคลิกซ้าย, คลิกขวา, คลิกกลาง ตรงวงล้อ Scroll Wheel, ปุ่มด้านล่าง Scroll Wheel และปุ่มข้างด้านซ้ายอีก 2 ปุ่ม ซึ่งสามารถตั้งค่าปุ่มพวกนี้ได้ทั้งหมด ให้ใช้สำหรับทำงานอะไร จะใช้เป็นปุ่มปรับความดังเสียง, จะใช้เป็นปุ่มเงียบเสียง, จะใช้เป็นปุ่มเรียกเปิดโปรแกรมที่ต้องการ ก็ได้ทั้งหมด หรือจะตั้ง Macro ก็ได้ ผ่านทางซอฟท์แวร์ Logitech Gaming Software ที่โหลดได้จากในเว็บเลย

หน้าแรกของโปรแกรม Logitech Gaming Software เลือกได้ว่าจะปรับค่าที่เซฟไว้ที่ตัวเมาส์เลย หรือว่าจะเป็นแบบที่เซฟท์ไว้ในเครื่อง โดยระบบ Macro นี่เป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับการเล่นบางเกมมากๆ ตัวอย่างเกมที่เล่นเป็นประจำคือ Dead by Daylight ในช่วงที่เราโดนฆาตกรจับได้ จะต้องมีการกดปุ่ม A และ D รัวสลับกันเร็วๆ แต่ถ้าเมาส์ตัวนี้ เราสามารถไปตั้งมาโครที่ปุ่มข้างซ้ายของตัวเมาส์เอาไว้ ให้เรากดปุ่มข้างค้าง มันจะรัวปุ่ม A กับ D ให้เราเลย แทนที่เราจะต้องไปรัวที่แป้นคีย์บอร์ดเองจริงๆ เพิ่มความสะดวก ลดความเมื่อยล้า และถนอมปุ่มคีย์บอร์ดได้เป็นอย่างดี และปุ่มต่างๆ เปลี่ยนหน้าที่การทำงานได้หมด รวมถึงการตั้ง Macro แบบแยกตามแต่ละโปรแกรมได้เลย

นอกจากนี้ ยังมีไฟ RGB อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะธรรมดา แม้ว่าราคาค่าตัวจะไม่แรง แต่เหลือเชื่อ ว่าจะให้ไฟแบบ RGB มาด้วย! ราคาขนาดนี้ แบรนด์ระดับนี้ งานดีระดับนี้ แล้วยังได้ไฟแบบเปลี่ยนสีได้ จัดมาให้ครบจริงๆ พร้อมทั้งเปลี่ยน Effect ไฟได้ ให้นิ่งค้าง หรือเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ และเซ็นเซอร์เกมมิ่งที่เจ๋งสุดๆ

ยังไม่หมดเท่านั้น เจ้าเมาส์ เกมมิ่งรุ่นนี้ ยังมาปิดท้ายด้วยฟีเจอร์เด็ดๆ ที่เมาส์เกมมิ่งต้องมีอีกอย่าง นั่นคือเซ็นเซอร์ มีความละเอียดสูงถึง 6000 DPI เลยทีเดียว นี่ก็เป็นอะไรที่ดีเหลือล้ำเกินราคาไปมากจริงๆ และเรื่องความแม่นยำนี่หายห่วง เพราะนี่เป็นเซ็นเซอร์เกรดเกมมิ่งจริงๆ ค่า Report Rate สูงถึง 1000 Hz แม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ใช่เซ็นเซอร์ที่เราจะเห็นได้ในเมาส์ราคาถูกจากจีนทั่วไป กล่าวคือ เซ็นเซอร์เลือกได้ตั้งแต่ 200 ไปจนถึง 6000 แถมตั้ง Stage ได้สูงสุด 5 ระดับ ไว้กดเปลี่ยนได้จากตัวเมาส์เลย

ส่วนเรื่องของทรงตัวเมาส์ จับได้ถนัดมือดี เป็นทรงคลาสสิค หลายคนน่าจะคุ้นเคย แม้ไม่ใช่แบบใหญ่เต็มอุ้งมือ แต่ก็ยังจับควบคุมได้ถนัด จะเหลือพิ้นที่ด้านหน้าไว้หน่อย ทำให้เวลาจับจะเหมือนจับแบบ Claw หรือกรงเล็บ และตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ก็วางมาได้เหมาะเจาะ กดถนัดดี อันนี้หาโอกาสจับกันดูตามหน้าร้านที่มีให้ลอง แต่เรื่องปุ่มนี่ให้เลยจริงๆ คลิกมันมาก และปุ่ม Scroll Wheel ก็ยังกดง่ายด้วย เหมาะกับเกมที่ต้องใช้ปุ่มกลางนี้บ่อยๆ

                สรุปโดยรวม ราคาเบากว่าที่คาด แต่คุณภาพไม่ได้เบาเลย เมาส์ เกมมิ่งตัวนี้มาพร้อมกับขนาดที่เล็กกว่าเหมาะกับคนที่มือเล็ก หรือเกมเมอร์สาวๆ มือเรียวๆ รุ่นนี้น่าจะตอบสนองความต้องการได้หวังเลยทีเดียว เซ็ตค่า DPI ได้ตั้ง 200-6,000 ถึงปุ่มข้างสองปุ่มมีขนาดเล็ก อาจจะไม่ถนัดสำหรับบางคน แต่โดยรวมแล้วเป็นเมาส์ที่ดีอันนึง ที่เหมาะแก่การครอบครองเลย