ซื้ออุปกรณ์เสริมให้สมาร์ทโฟนของคุณแบบคุ้มค่า

"iphone 8 plus"

สมาร์ทโฟนน่าจะเป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนนั้นมีติดตัวกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น “iphone 8 plus” หรือว่ารุ่นอื่น ๆ ทั้ง iOS หรือ Andrios เพื่อใช้งานต่าง ๆ ที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน แต่ว่าสิ่งที่จะทำให้สมาร์ทโฟนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุดก็คืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าแต่ละอุปกรณ์ก็มีหลายเกรดหลายคุณภาพให้เลือกใช้ วิธีการเลือกซื้อจึงแตกต่างกันไป

ในท้องตลาดของอุปกรณ์สมาร์ทโฟนนั้นหลายคนที่ต้องพลาดเรามาดูกันดีกว่าว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับสมาร์ทโฟนนั้นมีวิธีการเลือกซื้อเลือกใช้กันอย่างไรให้คุ้มค่าเงินในกระเป๋าและได้คุณภาพมากที่สุด

1. ชายชาร์จ

ชายชาร์จถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของอุปกรณ์เสริม และมีปัญหาอันดับต้น ๆ อีกเช่นกัน เรามาดูกันให้ชัด ๆ ว่าต่อจากนี้ควรเลือกซื้ออย่างไร

– ราคาไม่ควรถูกเกินไป

สายชาร์จราคาถูกเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านค้าหรือว่าตามตลาดนัด ซึ่งบางรุ่นบางแบรนด์ก็มีราคาถูกแบบราคาหลักสิบเลยก็มี ซึ่งถ้าจะถามหากันเรื่องของคุณภาพนั้นก็คงจะตอบว่าไม่สามารถการันตีได้เลยเพราะว่ามาตรฐานการผลิตในราคาดังกล่าวนั้นเน้นที่จำนวนมากกว่าคุณภาพอยู่แล้ว ถ้าจะซื้อนั้นควรซื้อที่มีการรับประกันจะดีกว่าซึ่งราคาก็จะมากขึ้นไปด้วย แต่ว่าอุ่นใจได้ในระดับนึงเรื่องความปลอดภัยและบริการเคลมหลังการขาย แต่ถ้าจำเป็นต้องซื้อแบบราคาถูกจริง ๆ ก็ควรทดลองใช้งานก่อนว่าไฟเข้าจริง ๆ ไหม มีการฉีกขาดของตัวเส้นหรือเปล่า หรือรอที่ห้างร้านใหญ่ ๆ ลดราคาก็เป็นทางเลือกที่ดี

– เลือกความยาวของสายให้เหมาะสม

โดยทั่ว ๆ ไปแล้วสายชาร์จสมาร์ทโฟนจะมีความยาวของสายอยู่ที่ 1-5 เมตร ซึ่งต้องดูที่ความเหมาะสมของผู้ใช้ว่าปกติแล้วมีไลฟ์สไตล์หรือว่าสะดวกที่จะพกพาแบบไหน อย่างเช่นถ้าคุณเป็นคนที่ออกนอกสถานที่บ่อยและมักจะชาร์จกับ Power Bank ก็เลือกชนิดที่เป็นสายสั้นประมาณ 1 เมตร หรือน้อยกว่านั้นเพราะว่าไม่ต้องห่วงว่าเวลาพันใส่ในกระเป๋าแล้วจะหักหรือเสียหายง่ายหรือเปล่า

หรือถ้าเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่หรือนำไปใช้ที่ออฟฟิศก็อาจจะเลือกที่มีขนาดยาวมากกว่า 1

เมตร เวลาใช้งานสมาร์ทโฟนกับปลั๊กเสียบระหว่างชาร์จก็จะสามารถทำได้สะดวก ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระตุกสายหลุดหรือไม่

                2. Power Bank

                อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่คนใช้สมาร์ทโฟนต้องมีติดตัวกันทุกคนเพราะว่าคุณสมบัติอันอเนกประสงค์นั้นทำให้ผู้ใช้เกิดการใช้งานต่อเนื่องกันจนแบตเตอรี่ที่มีอยู่ในเครื่องหมดอย่างรวดเร็ว การมี Power Bank หรือแบตเตอรี่สำรองจึงตอบโจทย์ดังกล่าวเป็นอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าก็มีหลายแบรนด์หลายรุ่นให้เลือกซื้อกัน แต่ด้วยความที่อุปกรณ์ชนิดนี้มีเยอะมากจึงทำให้ผู้ซื้อเกิดอาการสับสันและมีคำถามมากมายว่าจะเลือกซื้อ Power Bank แบบไหนดี เรามาดูกันครับ

                – เลือกความจุให้เหมาะสม

                โดยทั่วไปแล้วความจุของ Power Bank ที่เราติดตัวไปไหนมาไหนนั้นไม่ควรจะเกิน 20000 mAh ด้วยเรื่องของขนาดที่สามารถติดตัวได้ ความปลอดภัยในเรื่องของความร้อนและข้อจำกัดในการขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่ากำลังไฟจะไม่พอใช้ในแต่ละวัน เพราะ Power Bank ขนาด 20000 mAh นั้นก็สามารถชาร์จไฟให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นมาตรฐานได้ถึง 4 รอบแล้ว ดังนั้นสบายหายห่วงได้

                – การจ่ายไฟของช่อง Power Bank

                ตามมาตรฐานแล้ว Power Bank จะมีกำลังไฟกำกับมาที่ 5V/2.4A ซึ่งจะส่งกำลังไฟช้าเร็วต่างกัน บางทีก็มีมาให้ทั้ง 2 ช่องเลย แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นทำให้ Power Bank มีเทคโนโลยี Quick Charge 3.0 ซึ่งทำให้การโอนถ่ายกระแสไฟรวดเร็วกว่าเดิมมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนแบบสมบุกสมบันซึ่งทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วมาก ดังนั้นใครที่ชอบเล่นเกมบน “iphone 8 plus” ควรมีติดไว้

                – เลือกแบรนด์ที่ไว้ใจได้

                Power Bank นั้นถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อให้มาก ๆ ดังนั้นเบสิคเลยก็คือซื่อแบรนด์ที่ไว้ใจได้เป็นหลัก เพื่อการรับประกันที่วางใจได้และมาตรฐานที่ดี

                นี่คือเรื่องราวของการซื้ออุปกรณ์เสริมให้สมาร์ทโฟนของคุณแบบคุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

Lenovo Ideapad 330s เรียบหรู บางเบา

Lenovo Ideapad 330s

ด้วยการออกแบบของ lenovo ideapad 330s นั้นมีลายเส้นด้านข้าง พร้อมฝาแบบอลูมิเนียมขัดเงา ทำให้ lenovo ideapad 330s มีรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย แต่หรูหรา ทั้งยังโดดเด่นด้วยโทนสีที่มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี 4 สไตล์

อยู่กับคุณได้ในทุกเวลา เนื่องจากแบตเตอรี่สามารถใช้ได้นานสุด 7 ชั่วโมง* ทำให้ Ideapad 330S พร้อมจะเป็นเครื่องที่อยู่ข้างคุณไปตลอดวัน *จากการทดสอบด้วย MobileMark 2014 ระยะเวลาการใช้แบตเตอรี่อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า การใช้งาน และปัจจัยอื่นๆ

Lenovo Ideapad 330S เสริมพลังให้งานสร้างสรรค์ของคุณ ด้วยชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel®Core™ i7 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 40%* ทำให้คุณสามารถใช้ทั้งทำงาน เล่นเกม รับชมภาพยนตร์ได้อย่างราบรื่น *ซอฟต์แวร์ และการทำงานของระบบ ในการทดสอบประสิทธิภาพ บางส่วนอาจได้รับการปรับแต่งสำหรับการใช้งานร่วมกับ Intel®ไมโครโปรเซสเซอร์ ผลทดสอบประสิทธิภาพ ถูกทดสอบขึ้นบนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ การทำงานและฟังก์ชันเฉพาะ ความแตกต่างของปัจจัยต่างๆ อาจส่งผลต่อผลทดสอบประสิทธิภาพ

พลังกราฟิกชั้นยอด Ideapad 330S มีรุ่นที่มาพร้อมกราฟิกชิป AMD Radeon®ซึ่งให้พลังประมวลผลกราฟิกที่สูง รองรับทั้งการทำงานและการเล่นเกมได้อย่างไหลลื่น ลดอาการภาพฉีก โดยไม่ลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบแต่อย่างใด พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ RapidCharge ได้ทุกเวลา หากแบตเตอรี่ใกล้หมด และไม่มีเวลาชาร์จได้นานพอ Ideapad 330S มาพร้อมกับฟีเจอร์ RapidCharge ที่ใช้เวลาชาร์จเพียง 15 นาที ก็ทำให้คุณใช้งานแบตเตอรี่ในเครื่องได้ต่ออีกสูงสุดถึง 2 ชั่วโมง* นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ผ่านช่อง USB 3.0 ได้ แม้คุณจะปิดเครื่องไปแล้วก็ตาม

Windows 10 ที่ยกระดับการทำงานให้กับคุณ ด้วยความสามารถใหม่ใน Windows 10 ทำให้คุณสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น แอป Photo ที่ใช้งานได้ง่าย ทั้งยังสามารถเรียงร้อยเรื่องราวออกมาเป็นวิดีโอที่ใส่เสียงเพลงประกอบได้ ใส่เอฟเฟ็คท์ 3 มิติ และอื่นๆ ได้อย่างที่คุณต้องการ เมื่อเสร็จแล้วก็สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นรับชมได้ง่ายและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สะอาด ไร้ซอฟต์แวร์พรีโหลดส่วนเกิน สำหรับ Ideapad 330S นั้น lenovo ได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยม และปลอดภัยนับตั้งแต่ผู้ใช้แกะกล่องเปิดใช้งานครั้งแรก ทำให้ซอฟต์แวร์พรีโหลดในเครื่องมีให้มาเฉพาะเท่าที่จำเป็น ที่จะช่วยเสริมพลังแห่งการสร้างสรรค์ให้กับคุณ อีกทั้ง ยังเสริมชีวิตชีวา ให้กับภาพของคุณกับจอแสดงผลความละเอียดระดับสูงสุด FHD มุมมองกว้าง ทั้งยังมีขอบจอบางสุดเพียง 5.7 มิลลิเมตร ทำให้ Ideapad 330S สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความบันเทิงได้ประดุจโรงภาพยนตร์ขนาดย่อมๆ

closeup of speaker เต็มอิ่ม อบอุ่นด้วยพลังเสียง Dolby Audio ด้วยระบบเสียง Dolby Audio ใน Ideapad 330S ที่พร้อมมอบพลังเสียงเหนือจินตนาการให้กับคุณ ให้เสียงที่คมชัดในทุกรายละเอียด และยังสามารถเร่งเสียงให้ดังได้โดยไม่ต้องกังวลอาการเสียงเพี้ยนอีกด้วย สื่อบันทึกข้อมูลที่ลงตัวกับทุกการใช้งาน Ideapad 330S มาพร้อมกับตัวเลือกสื่อบันทึกข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น HDD แบบ SATA ความจุสูงสุด 2 TB ที่ให้คุณสามารถเก็บภาพยนตร์ ภาพถ่าย และไฟล์ต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่มาพร้อม SSD แบบ SATA หรือ PCIe ความจุสูงสุด 256 GB ที่มีความเร็วสูง ช่วยให้การเปิดเครื่อง และการรับส่งข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และยังมีรุ่นที่มาพร้อม SSD PCIe 128 GB + HDD SATA 1 TB ที่ทำงานร่วมกันแบบไฮบริดให้เลือกอีกด้วย

สรุปโดยภาพรวม IdeaPad 330S ในรุ่นนี้นั้นจะเป็นรุ่นที่มีขนาดตัวเครื่อง และน้ำหนักบางกว่าในรุ่น IdeaPad 330 โมเดลขนาดหน้าจอ 14 นิ้วซึ่งมีความหนาอยู่ที่ 0.75 นิ้วและน้ำหนักอยู่ที่ 1.67 kg ถือว่าเน้นบางและพกพาง่ายขึ้นในเรทราคาไม่แรงเกินไป ใครๆ ก็สามารถซื้อมาจับต้องได้ ส่วนในเรื่องของการออกแบบนั้นได้ขอบหน้าจอบางเข้ามาด้วยครับและการกางหน้าจอที่แบนราบ 180 องศาไปกับพื้นได้สบายๆ เลย และเข้าข่าย Modern PC ด้วยการที่ใช้ Intel i5 Gen 8 ทำงานร่วมกับ AMD Radeon 535 พร้อมกับ Windows 10 รวมถึงได้ RAM 4GB 1TB HDD ให้มาครับ และ ยังรอบรับ RapidCharge 65W รวมถึง Dolby Audio ในด้านของลำโพงตัวเครื่อง ในงบช่วงราคาไม่ถึงสองหมื่นบาทนั้นถือว่าน่าสนใจ โดยถ้าเน้นทำงานทั่วไป ดีไซน์เรียบๆ และความยืดหยุ่นของการใช้งานการพับหน้าจอ ถือว่าเป็นอีกรุ่นนึงที่มีความน่าสนใจเลยทีเดียว

เทคนิคการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนให้สวยถูกใจ

"mate 20 x"

ปัจจุบันการมีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือนั้นถือเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของหลาย ๆ คนนอกจากการโทรไปได้ไกลมาก เพราะว่าในสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งนั้นสามารถทำงานได้หลากหลายครอบคลุมอุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือกล้องถ่ายรูป ซึ่งทุกอย่างนี้รวมอยู่ในเครื่องเล็ก ๆ อย่าง Huawei “mate 20 x” หรืออีกหลาย ๆ รุ่นที่นิยมกันในปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับใครที่เป็นสายเที่ยว สายแฟชั่น หรือชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจแล้วฟังก์ชั่นการถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนน่าจะเป็นอะไรที่คุณเปิดขึ้นมาใช้งานบ่อยที่สุด ซึ่งหลายคนที่ไม่คุ้นเคยการถ่ายรูปมาก่อนอาจจะจับต้นชนปลายลองผิดลองถูกกันว่าจะถ่ายอย่างไรให้สวยถ่ายอย่างไรให้ปัง ทั้งรูปจากกล้องหลังและกล้องหน้า ครั้งนี้เราจะขออาสาทำหน้าที่แนะนำการถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟนให้ได้ตามความต้องการกัน จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย

1. จับสมาร์ทโฟนไม่ให้สั่น

นี่คือพื้นฐานสำคัญในการถ่ายรูปในทุกอุปกรณ์เลยก็ว่าได้ เพราะว่าถ้ามือสั่นภาพที่ถ่ายออกมาก็จะมีสิทธิ์เบลอ โดยถ้าเป็นคนที่เป็นมืออาชีพต่อให้กล้องที่มีน้ำหนักมากก็สามารถคอนโทรลได้ แต่ว่าถ้าใครเป็นมือใหม่ที่ไม่ชำนาญในการถ่ายรูปต่อให้เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องเล็ก ๆ เบา ๆ ก็สั่นได้ ดังนั้นมีเคล็ดลับเล็ก ๆ แต่ว่าใช้ได้ผลมานำเสนอ นั่นก็คือการกำหนดจังหวะการหายใจนั่นเอง ซึ่งถ้าเราสูดลมหายใจเข้าออกระหว่างที่จะถ่ายนั้นมือของเราจะไม่นึ่ง ดังนั้นเมื่อพร้อมถ่ายก็สูดลมหายใจเข้าและตั้งสมาธิให้มั่นคง มือของเราก็จะนิ่งขึ้นมากลดปัญหาเรื่องภาพสั่นไปได้มากเลยทีเดียว

2. เช็ดเลนส์ก่อนถ่ายทุกครั้ง

เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม เพราะว่าสมาร์ทโฟนนั้นติดเตาอยู่กับเราตลอดเวลา ดังนั้นคราบเหงื่อคราบสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็มักจะไปติดอยู่กับตัวเครื่องด้วย ดังนั้นภาพที่ออกมาก็จะมัวโดยบางคนหาสาเหตุไม่ได้ต่อให้ใช้สมาร์ทโฟนดี ๆ อย่าง Huawei “mate 20 x” ก็ตาม ดังนั้นควรเช็ดทำความสะอาดเลนส์เป็นประจำหรือว่าก่อนถ่ายรูป โดยผ้าที่นำมาใช้เช็ดนั้นควรเป็นผ้าสะอาดที่มีความอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ อย่างเช่นผ้าเช็ดเลนส์แว่นตาหรือผ้าชามัวร์ เป็นต้น

3. เลือกจุดโพกัส

ถึงแม้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ จะมีระบบค้นหาจุดโฟกัสอัตโนมัติมาให้ แต่ว่าการถ่ายรูปที่ตรงใจและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดผู้ถ่ายต่างหากที่เป็นผู้ที่ต้องกำหนดเองถึงสิ่งที่เราต้องการอยากเน้นอยากนำเสนอในรูปนั้น ๆ ดังนั้นก็เลือกจุดที่เราต้องการจะโพกัสด้วยการจิ้มไปบนจอ โดยจะเป็นการทำให้เกิดเทคนิคหน้าชัดหลังเบลอ หรือหน้าเบลอหลังชัดได้ โดยเฉพาะกับสมาร์ทโฟนที่มีกล้องรูรับแสงกว้าง ๆ

4. ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้ฟังก์ชั่นซูม

ถ้าหากว่าเป็นกล้อง DSLR หรือ Mirrorless แล้วล่ะก็เลนส์ที่ใช้ส่วนมากจะเป็น Optical Zoom ที่ใช้กระจกของเลนส์ถ่ายภาพวัตถุจริง ๆ โดยจะไม่ตัดทอนความคมชัดของภาพออกไป แต่ว่ากับสมาร์ทโฟนนั้นจะใช้ Digital Zoom ซึ่งใช้โปรแกรมในการดึงวัตถุเข้ามาซึ่งยิ่งมากภาพก็ยิ่งแตก ดังนั้นควรใช้วิธีเดินเข้าไปหาคนหรือวัตถุที่จะถ่ายดีกว่าเพื่อภาพที่คมชัด

5. ใช้กฎสามส่วนและจุดตัดเก้าช่องให้เป็นประโยชน์

การถ่ายภาพที่สวยตามหลักการนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้ภาพที่เราต้องการนำเสนอนั้นอยู่ตรงกลางตลอดไป แต่ว่าใช้การจัดองค์ประกอบภาพด้วยกฎสามส่วนและจุดตัดเก้าช่องก็น่าสนใจมาก โดยเราต้องแบ่งรูปภาพใหญ่หนึ่งภาพให้เป็นเก้าช่องสามแถว โดยให้สี่มุมของกรอบกลางภาพเป็นบริเวณที่วางสิ่งที่เราต้องการนำเสนอไป ภาพที่ได้ก็จะมีมุมมองที่สวยและดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

6. ใช้โหมดอัตโนมัติให้คุ้มค่ามากที่สุด

การได้รูปที่สวยงามไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการใช้ฝีมือตัวเองทั้งหมดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้สมาร์ทโฟนสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้มากมาย โดยเฉพาะผู้ช่วยสำคัญอย่าง AI ที่จะคำนวณองค์ประกอบต่าง ๆ ของรูปพร้อมปรับให้อย่างเหมาะสมทั้งแสง จุดโฟกัส ไปจนถึงแต่งใบหน้าของผู้ถ่ายและผู้ถูกถ่ายให้ดีขึ้น ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ยิ่งพัฒนาให้ดูเป็นธรรมชาติและเรียนรู้รสนิยมการถ่ายภาพจากเราให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

และนี่คือเทคนิคการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนให้สวยถูกใจซึ่งเราแนะนำกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้สมาร์ทโฟนทุกท่านนะครับ

มาลองถ่ายหนังสั้นกันไหม ไม่ยากนะ

"iphone x"

          ตอนนี้เทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานต่าง ๆ ที่ในอดีตดูเหมือนเป็นเรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น อย่างเช่นงานในด้านวงการบันเทิงเป็นต้นซึ่งเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่มีราคาแพงเกินเอื้มหรือช่องทางการเสนอผลงานที่ไม่ต้องเป็นสื่อใหญ่อีกต่อไป หรือพูดง่าย ๆ คือมี “iphone x” เครื่องเดียวก็ครอบคลุมแล้ว

            และกระแสที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั่นก็คือการทำหนังสั้นนั่นเอง และอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีมากขึ้นแต่ว่าราคาถูกลงทำให้ไม่ว่าใครก็สามารถผลิตหนังสั้นได้ไม่ยาก แต่ในที่นี้คงใช้คำว่าไม่ง่ายด้วยเพราะว่าต้องมีการเตรียมการและส่วนประกอบต่าง ๆ ถ้าใครอยากจะลองทำหนังสั้นเราก็จะมาแนะนำกัน ไม่แน่ผลงานของคุณอาจจะเข้าตาจนเป็นที่นิยมก็ได้

  1. บทหนัง

บทหนังหรือบทภาพยนตร์ถือว่าเป็นฐานของการสร้างหนังเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นเหมือนหัวใจเลยทีเดียว ไม่ว่าจะหนังสั้นหนังยาวหนังฟอร์มใหญ่หรือเล็ก ต้องมีบทที่ดีเพื่อจะเป็นโครงสร้าง โดยบทหนังที่ดีนั้นต้องมีแนวคิดหลักหรือแก่นของเรื่องว่าอยากที่จะบอกเล่าเรื่องอะไรหรือว่าให้อะไรกับคนดู จากนั้นกำหนดธีมของหนังว่าอยากจะให้เป็นแนวไหน เช่น โรแมนติก แอคชั่น หรือคอมเมดี้ เป็นต้น

            จากนั้นจึงเขียนบทคร่าว ๆ ออกมาว่ามีตัวละครกี่คน ต้องไปเจอกับอะไรบ้าง ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งนี้ยังต้องระบุฉากและสถานที่ด้วยว่าอยากให้มีลักษณะเป็นอย่างไร โดยปกติหนังสั้นควรเขียนให้กระชับเพื่อให้ถ่ายทำออกมาความยาวไม่เกิน 30 นาทีเป็นอย่างสูง

 เมื่อเรียบร้อยแล้วอาจจะใส่บทพูดโดยละเอียดหรือว่าใส่ไว้คร่าว ๆ ก่อนก็ได้แล้วค่อยไปอธิบายกับนักแสดงอีกครั้งตอนถ่ายทำ เมื่อเสร็จแล้วจึงนำมาทบทวนหลาย ๆ รอบจนกว่าจะพอใจ

          ในการทำงานแบบมืออาชีพจะมีการทำสตอรี่บอร์ดด้วยการวาดหรือหา Reference ภาพเพื่อมาต่อกันให้ได้ภาพออกมาจากบทภาพยนตร์ เพื่อง่ายจ่อการวางมุมกล้อง การถ่ายทำ และการกำกับนักแสดง

3. หาสถานที่ถ่ายทำ

ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากอีกเช่นกัน เพราะว่าเป็นบรรยากาศโดยรวมของเรื่องเลยก็ว่าได้ดังนั้นควรหาสถานที่ซึ่งใกล้เคียงกับจินตนาการให้ได้มากที่สุด ซึ่งเมื่อเจอแต่ละที่แล้วอาจจะต้องมีการขออนุญาติเพื่อการถ่ายทำ ซึ่งแต่ละที่ก็มีเงื่อนไขไม่เหมือนกันและอาจจะต้องเสียเงิน ดังนั้นทางที่ดีก็ควรที่จะใช้สถานที่สาธารณะในการถ่ายทำจะดีที่สุด

          4. หานักแสดง

            นักแสดงเป็นสิ่งที่ทำให้คนดูเข้าถึงเรื่องราวได้ง่ายที่สุด ดังนั้นนักแสดงควรค่อนข้างมีทักษะ แต่ในสเกลขนาดหนังสั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้นักแสดงมืออาชีพมาเพื่อถ่ายทำ แต่ว่าก็ไม่ใช่เล่นแข็งจนทำให้ภาพยนตร์ไม่น่าสนใจ โดยพยายามเลือกให้ลักษณะและบุคลิกตรงกับบทมากที่สุด

          4. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

            ขั้นตอนนี้เป็นส่วนสำคัญมากเลยทีเดียว ถ้าเกิดว่าในขั้นตอนการเขียนบทนั้นมีการเขียนสตอรี่บอร์ดไว้อยู่แล้วก็จะสามารถตำนวนอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทำได้ง่ายขึ้น โดยถ้าบทหนังไม่มีความซับซ้อนมาก “iphone x” เครื่องเดียวก็สามารถถ่ายทำได้ โดยอาจจะมีไฟ LED เล็ก ๆ ไว้คอยเพิ่มความสว่าง หรือถ้าอยากให้หนังดูมีมิติมากขึ้น อาจจะใช้สมาร์ทโฟน 2 เครื่องไว้คอยรับมุมของนักแสดงที่ต่างกันเพื่อนำมาตัดต่อก็ได้

            5. ถ่ายทำ

            เริ่มถ่ายทำจริงและพยายามควบคุมงานให้ได้ตามที่วางแผนให้ได้มากที่สุด สำคัญเลยคือเรื่องของเวลา โดยถ้าฉากกลางวันถ่ายไม่เสร็จพอแสงหมดเข้าตอนกลางคืนก็จะต้องรออีกวันซึ่งจะทำให้เสียเวลาหรือเสียค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปมาก

            6. ตัดต่อ

            ปัจจุบันมีโปรแกรมตัดต่อมากมายทั้งในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทั้งฟรีและเสียเงินไว้ให้เลือกใช้กัน โดยถ้าเราทำสตอรี่บอร์ดไว้แล้วก็อาจจะใช้มาเป็นต้นแบบในการตัดต่อได้ ซึ่งยิ่งเขียนสตอรี่บอร์ดได้ละเอียดและถ่ายได้ตามนั้นมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งตัดต่อง่ายมากขึ้น

            7. เผยแพร่

            หลังจากเสร็จแล้วก็นำมาเผยแพร่เลยใครทำเพื่อส่งประกวดก็จัดไป หรือใครทำเอาไว้โชว์ก็มีช่องทางมากมายในโลกออนไลน์ เลือกกันได้เลย

            และนี่คือวิธีคร่าว ๆ ของการถ่ายหนังสั้นกับอุปกรณ์ใกล้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจ เราเชื่อว่าทุกคนทำได้นะครับ

เกมมิ่ง เมาส์…ตำนานที่มีอยู่จริง

แผ่นรองเมาส์

สายเกมมิ่งไม่ควรเผลอ นักเกมเมอร์ไม่ควรพลาด กับอุปกรณ์การเล่นเกมที่ขาดไม่ได้ คือ เมาส์เกมมิ่ง รวมไปถึง แผ่นรองเมาส์ เจ๋งๆ นั่นเอง เพราะถือว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการเล่นเกมเลยก็ว่าได้ ทั้งเมาส์และ แผ่นรองเมาส์ ยิ่งมีค่า DPI สูงเท่าไหร่ นั่นเท่ากับว่ามีความแม่นยำ และตอบสนองเร็วได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น วันนี้จะมาแนะนำเมาส์เกมมิ่งที่จะช่วยทำให้การเล่นเกมของคุณนั้นไหลลื่นมากขึ้น

จากสถานการณ์ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ Gaming Gear มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดเป็นอย่างมาก เนื่องจากกระแสเกมส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวเกมส์ใหม่ๆ หรือการขยับให้ E-Sports กลายเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าช่วงนี้กำลังเป็นปีทองของ Gaming Gear เลยทีเดียว ดังนั้น เพาเวอร์บายจึงคัดสรรเลือกสินค้า Gaming Gear ที่มีความน่าสนใจ คุณภาพดีมาให้ผู้ซื้อเลือกชมกัน

เริ่มที่ตัวแรกจากยี่ห้อ PentagonZ ที่ดีไซน์โดยคนไทย ซึ่งคอนเซปของยี่ห้อนี้เลยคือ “Pentagonz จะตอบโจทย์ให้กับเหล่า Gamer ที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพในราคาเหมาะสมและทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้” อีกทั้ง นอกจากบริษัทจะมีทีม Design กับวิศวกรที่เป็นจุดแข็งในการสร้างความแตกต่างด้านนวัตกรรมของสินค้าแล้ว ยังมีบริการหลังการขายที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของบริษัท โดยมุ่งเน้นสร้างความแตกต่างด้วยการเป็นผู้นำด้านบริการหลังการขาย

ทั้งนี้ สินค้าที่แนะนำเลยคือ PentagonZ เมาส์เกมมิ่งไร้สาย รุ่น Rimfrost (ริมฟรอสต์) ซึ่งสินค้าของทาง PentagonZ จะเทียบเคียงเข้ากับเทพในตำนาน อย่างเมาส์รุ่น Rimfrost ก็มีต้นกำเนิดมาจากลักษณะของมังกรน้ำแข็งในตำนาน สำหรับเมาส์ไร้สายรุ่น Rimfrost ตัวนี้ สามารถรับส่งสัญญาณได้ระยะไกลสุดถึง 30 เมตร ป้องกันการรบกวนของสัญญาณอื่น ๆ ได้อีกด้วย แถมมาพร้อมโหมด Game/Multi-Media ที่สามารถปรับความไวของเมาส์ได้ถึง 4 ระดับ ความละเอียดของ DPi สูงสุด 4000Dpi สามารถใช้งานได้ทุกพื้นผิว และด้วยดีไซน์ของ Rimfrost ตัวนี้ ที่มีรูปทรงขนาดใหญ่บานออกทางด้านข้าง แสดงถึงความดุดันแข็งแกร่ง เปรียบถึงสัพสัตว์เทพอสูรในตำนานไวกิ้งอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงประสิทธิภาพของเมาส์เกมส์สำหรับมืออาชีพ Rimfrost ตัวนี้ มีการตอบสนองในการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่ 500Hz เซ็นเซอร์เป็น A3050 หรือ Avago 3050 มีสวิตช์ปรับระดับได้ถึง 3 Step สามารถสแตนบายได้นานกว่า 24 เดือนเจ้า Rimmfrost ตัวนี้ มีปุ่มกดทั้งหมด 7 ปุ่มด้วยกัน มี 1 ปุ่มที่เป็นุ่ม Firepower ที่จะทำงานอัตโนมัติเพียงแค่กดปุ่มนี้ครั้งเดียวจะได้ 3 คลิกทันที

ในขณะเดียวกันนั้นเมาส์เกมมิ่งอีกแบรนด์นึงอย่าง ROCCAT ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งแบรนด์นี้อาจจะไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก หากเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทย แต่ชื่อชั้นของ ROCCAT ก็สนน่าใจมากเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในเยอรมันและมียอดขายเป็นอันดับสามในยุโรป เป็นเครื่องการันตีว่าแบรนด์นี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ดังนั้น ทางเพาเวอร์บายเลยหยิบเกมมิ่ง เมาส์ของ ROCCAT ที่เปิดตัวมานานหลายปีแล้ว แต่ยังคงได้รับความนิยมอยู่ เนื่องจากราคาไม่แพง แต่ได้ประสิทธิภาพครบถ้วน นั่นก็คือ ROCCAT เมาส์เกมมิ่ง รุ่น KOVA

ซึ่งเป็นเมาส์รุ่นที่มาสืบทอดต่อจากรุ่นก่อน โดยยังคงเน้นไปที่ประสิทธิภาพเหนือสิ่งอื่นใด ทำให้ได้ดีไซน์ต้นฉบับที่ดูเรียบง่ายแต่ยังคงความโฉบเฉี่ยว มีการจัดเรียงปุ่มเมาส์เป็นแบบ SMART CAST คือการจัดเรียงปุ่มที่สามารถใช้งานได้สะดวกไม่ฝืนธรรมชาติมือ ช่วยให้เพิ่มความสามารถในการควบคุมเกมส์ด้วยเมาส์ได้อีกเท่าตัว และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Easy-Shift[+] ช่วยเพิ่มฟังก์ชันของแต่ละปุ่มเป็นอีกเท่าตัว รวมถึงยังมีโหมด Overdrive คือช่วยเพิ่มความแม่นยำของเซ็นเซอร์เมาส์

ที่เดิมก็แม่นยำสูงมากอยู่แล้วขึ้นไปอีกเท่าตัว ด้วยโหมด Overdrive ที่ ROCCAT เป็นผู้บุกเบิกนี้เองได้ทำลายมาตรฐานเดิม ๆ ของเมาส์สำหรับเล่นเกมส์ลงด้วยการใส่เซ็นเซอร์แสง Pro-Optic R6 ที่มีความละเอียดคงที่อยู่ที่ 3500 dpi ซึ่งยังสามารถเร่งความละเอียดขึ้นไปได้อีกเท่าตัวหนึ่งเป็น 7000 dpi พร้อมความเสถียรขั้นสูงสุดที่ได้จากไมโครคอนโทรลเลอร์ ARM 32 บิท Turbo Core V2

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เพาเวอร์บายยังมี Gaming Gear อีกมากมายที่ให้ได้เลือกสรรตามความต้องการ ในราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ รวมไปถึงยังมีโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่เป็นส่วนลดพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ซื้อได้เจอ Gaming Gear ที่ใช่ ในสไตล์ที่ชอบ

นาฬิกาไอโฟนเหมาะสมสำหรับทุกคน

นาฬิกาไอโฟน

เปิดตัวแล้ว สำหรับ นาฬิกาไอโฟน หรือ  Apple Watch Series 3 ใหม่ล่าสุดจาก Apple ออกมาด้วยกัน 2 รุ่น คือ นาฬิกาไอโฟน Apple Watch Series 3 GPS และ Apple Watch Series 3 GPS + Cellular ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่ารุ่นก่อนๆ อย่าง Series 1 และ Series 2  เช่น ตัวฟีเจอร์ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงาน , GPS , การเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ , การใช้งาน Siri และยังมีบางรุ่นที่ใช้ Cellular ในการเชื่อมต่อ

ซึ่งจะขอแนะนำ นาฬิกาไอโฟน หรือ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ที่พร้อมตอบโจทย์ที่คุณต้องการเพื่อพัฒนาการออกกำลังกายของคุณให้ดียิ่งกว่าที่เคย และ Apple Watch Nike+ Series 3 รุ่น GPS + Cellular ที่เป็นการสร้างสรรค์ระหว่างสองแบรนด์คุณภาพ ให้คุณได้พบกับที่สุดของนาฬิกาสปอร์ต เครื่องมือด้านสุขภาพอันทรงพลัง

Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) อิสระแห่งเซลลูลาร์ ..ระบบเซลลูลาร์เชื่อมต่ออยู่เสมอ แม้คุณจะอยู่ห่างจากโทรศัพท์

ขอแนะนำ Apple Watch Series 3 พร้อมระบบเซลลูลาร์ วันนี้แม้ว่าคุณจะไม่ได้พกโทรศัพท์ แต่ก็ยังคงต่อติดกับทุกเรื่องได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน รับสายขณะที่ออกไปสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ บอกให้ Siri ช่วยส่งข้อความ หรือสตรีมเพลงโปรดขณะวิ่ง1 ทั้งหมดนี้คุณทำได้เลยแม้ว่าจะไม่ได้พกโทรศัพท์ ขอแนะนำ Apple Watch Series 3 พร้อมระบบเซลลูลาร์ ให้วันนี้คุณมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว แค่มีนาฬิกาก็พอ (การใช้งาน Apple Music ต้องมีการสมัครสมาชิก)

คุณสมบัติหลัก

  • ระบบเซลลูลาร์ให้คุณเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่มีนาฬิกา
  • GPS และมาตรวัดความสูงแบบวัดความดันบรรยากาศที่คอยติดตามว่าคุณไปได้ไกลและสูงแค่ไหน
  • โปรเซสเซอร์แบบ Dual-core ช่วยให้แอพมีประสิทธิภาพในการทำงานที่เร็วขึ้น
  • ที่สุดของนาฬิกาสปอร์ตและตัวติดตามกิจกรรมอันชาญฉลาด
  • กันน้ำขณะว่ายน้ำ ไม่ว่าจะสระหรือทะเล คุณก็พร้อมเสมอ (มาตรฐาน ISO 22810:2010 เหมาะสำหรับการใช้ในกิจกรรมน้ำตื้น เช่น การว่ายน้ำ ไม่แนะนำให้ใช้ในกิจกรรมที่ต้องอยู่ในน้ำที่ลึกกว่าระดับน้ำตื้น และที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีความเร็วสูง สายแบบ Milanese Loop ไม่มีความสามารถในการทนน้ำ)
  • ตัวเรือนอะลูมิเนียมหรือสแตนเลสสตีล
  • watchOS 4 ที่ใช้งานง่ายและชาญฉลาดยิ่งกว่าที่เคย

Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) ต้องทำงานร่วมกับ iPhone 6 หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า, Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS) ต้องทำงานร่วมกับ iPhone 5s หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า, Apple Watch Series 1 ต้องทำงานร่วมกับ iPhone 5s หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า

Apple Watch Nike+ Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) เพื่อนนักวิ่งที่สมบูรณ์แบบ วันนี้มาพร้อมระบบเซลลูลาร์

วันนี้ Apple Watch Nike+ มาพร้อมระบบเซลลูลาร์ คุณจึงไม่ต้องพกโทรศัพท์เวลาที่ออกไปวิ่ง และขณะเดียวกันก็ยังคงต่อติดกับทุกเรื่องได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

สองแบรนด์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในโลกได้พาการร่วมมืออันยาวนานระดับมาราธอนก้าวไปให้ไกลยิ่งขึ้น เพราะ Apple Watch Nike+ พร้อมระบบเซลลูลาร์ในตัวให้คุณสตรีมเพลงโปรดที่คุณชอบฟัง และรับการแจ้งเตือนได้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้พกโทรศัพท์ไปด้วยก็ตาม (การใช้งาน Apple Music ต้องมีการสมัครสมาชิก) นี่แหละคู่หูที่สมบูรณ์แบบในการวิ่ง ที่วันนี้เก่งยิ่งขึ้นไปอีก

คุณสมบัติที่ไปไหนก็ไปกัน

  • ด้วยระบบเซลลูลาร์ในตัว, GPS และมาตรวัดความสูง ทำให้ Apple Watch Nike+ มีครบ ทุกคุณสมบัติที่คุณต้องการเพื่อยกระดับการวิ่งของคุณให้เหนือชั้นไปอีกขั้น โดยคุณสามารถจับคู่นาฬิกาของคุณกับเครื่องออกกำลังกายที่รองรับได้ในแบบไร้สาย 2 และที่สำคัญยังกันน้ำขณะว่ายน้ำได้ ดังนั้นถ้าคุณวิ่งเสร็จแล้วอยากจะโดดลงสระก็ทำได้เต็มที่เลย
  • คุณสมบัติหลัก
  • ระบบเซลลูลาร์ให้คุณเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่มีนาฬิกา
  • GPS และมาตรวัดความสูงแบบวัดความดันบรรยากาศที่คอยติดตามว่าคุณไปได้ไกลและสูงแค่ไหน
  • โปรเซสเซอร์แบบ Dual-core ช่วยให้แอพมีประสิทธิภาพในการทำงานที่เร็วขึ้น
  • ที่สุดของนาฬิกาสปอร์ตและตัวติดตามกิจกรรมอันชาญฉลาด
  • กันน้ำขณะว่ายน้ำ ไม่ว่าจะสระหรือทะเล คุณก็พร้อมเสมอ(มาตรฐาน ISO 22810:2010 เหมาะสำหรับการใช้ในกิจกรรมน้ำตื้น เช่น การว่ายน้ำ ไม่แนะนำให้ใช้ในกิจกรรมที่ต้องอยู่ในน้ำที่ลึกกว่าระดับน้ำตื้น และที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีความเร็วสูง สายแบบ Milanese Loop ไม่มีความสามารถในการทนน้ำ)
  • ตัวเรือนอะลูมิเนียม
  • watchOS 4 ที่ใช้งานง่ายและชาญฉลาดยิ่งกว่าที่เคย

สาย Nike Sport Band และ Nike Sport Loop มีน้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดี พร้อมหน้าปัดนาฬิกา Nike ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) ต้องทำงานร่วมกับ iPhone 6 หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า, Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS) ต้องทำงานร่วมกับ iPhone 5s หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า และต้องมีแผนบริการระบบไร้สายสำ หรับบริการระบบเซลลูลาร์ด้วย

แอปเปิ้ลวอช 3 ให้คุณได้มากกว่า

แอปเปิ้ลวอช 3

ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา Apple เร่งโปรโมท Apple Watch โดยเฉพาะ แอปเปิ้ลวอช 3 ตามสื่อต่างๆ ซึ่งน่าสนใจว่า จากแต่เดิมที่มักจะเลือกใช้สื่อด้านไอที หรือสื่อหลักอย่างทีวี แต่แอปเปิลกลับเลือกโปรโมทผ่านสื่อที่ตัวเองไม่ค่อยได้สัมผัสมาก่อน นั้นคือสิ่งสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue, Self, Style รวมถึงคาดว่าจะมีจุดวางขาย Apple Watches ตามห้างหรู รวมถึงร้านขายสินค้าแฟชั่นทั่วไปอีกด้วย แม้ Apple Watches จะเปิดตัวหลังคู่แข่งหลายราย

แต่สิ่งหนึ่งที่ Smart Watch ที่มีในตลาดตอนนี้ยังขาดอยู่ คือความเป็นสินค้าแฟชั่นในตัว ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการที่จัดวาง Apple Watch เป็นสินค้าในหมวดหมู่เครื่องประดับ, แฟชั่น และฟิตเนส มากกว่าการเป็นแค่เพียง Gadget IT อาจจะกล่าวได้ว่า Apple Watches นั้นเปรียบเสมือนกับคอมพิวเตอร์เครื่องเล็ก ๆ เครื่องหนึ่งที่สามารถนำมาใส่ไว้ที่ข้อมือเราได้

นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบอกเวลา, ใช้ติดต่อติดต่อสื่อสาร, ใช้ในเรื่องของสุขภาพและฟิตเนส, สามารถใช้เป็นรีโมทคอนโทรลและยังสามารถชำระเงินผ่านทาง Apple Watches ได้ และแน่นอนว่ายังมีดีไซน์และรูปแบบที่เป็นแฟชั่น ซึ่งทำให้ดึงดูดความสนใจได้จากคนมากมาย ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ทาง Apple ยังคงเป็นผู้นำตลาดของสมารท์วอทช์ โดยคอนเซปสมาร์ทวอชท์ของ Apple นั้นง่ายมาก Apple Watch คืออุปกรณ์สุดล้ำสำหรับสุขภาพที่ดีของคุณ”

ซึ่งทางเพาเวอร์บายออนไลน์ก็ได้นำเข้าสินค้าของ Apple ทุกตัวอยู่แล้ว รวมไปถึง Apple Watch ด้วย ซึ่งก็นำเข้าทุกรุ่นที่มีในท้องตลาด โดยปัจจุบันล่าสุดจะเป็นรุ่น แอปเปิ้ลวอช 3 ใน Series นี้ก็แบ่งเป็นหลายรุ่น เช่น

Apple Watch Series 3 GPS+CELLULAR : คำจำกัดความของรุ่นนี้คือ อิสระแห่งเซลลูลาร์ หมายถึง สามารถรับสายขณะที่ออกไปสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ บอกให้ Siri ช่วยส่งข้อความ หรือสตรีมเพลงโปรดขณะวิ่ง ทั้งหมดนี้คุณทำได้เลยแม้ว่าจะไม่ได้พกโทรศัพท์

Apple Watch Series 3 รุ่น GPS+CELLULAR มาพร้อมระบบเซลลูลาร์ ให้คุณมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว ระบบเซลลูลาร์เชื่อมต่ออยู่เสมอแม้คุณจะอยู่ห่างจากโทรศัพท์ โทรศัพท์และข้อควาโทรออก รวมถึงส่งข้อความได้ง่ายๆ จากนาฬิกา และเพลงที่คุณสามารถสตรีม 45 ล้านเพลงด้วย Apple Music ได้เลยจากข้อมือคุณ อีกทั้งยัวขอให้ Siri ช่วยตั้งเตือนความจำ ส่งคำเชิญปฏิทินหรือบอกเส้นทางทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องมีโทรศัพท์ ถึงจะทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน แต่ก็ยังคงรับการแจ้งเตือนจากแอพโปรดได้

Apple Watch Nike+ Series 3 GPS+Cellular : มาตราใหม่ของสองแบรนด์ชั้นนำที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในโลกได้พาการร่วมมืออันยาวนานระดับมาราธอนก้าวไปให้ไกลยิ่งขึ้น เพราะมาพร้อมคุณสมบัติอันทรงพลังของ Series 3 และระบบเซลลูลาร์ในตัวจึงสามารถติดตามการวิ่ง สตรีมเพลงโปรดที่คุณชอบฟัง และรับการแจ้งเตือนได้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้พกโทรศัพท์ไปด้วยก็ตาม นี่แหละคู่หูที่สมบูรณ์แบบในการวิ่ง

รุ่นนี้มากับคุณสมบัติที่คล้ายกับรุ่นด้านบนคือมีระบบเซลลูลาร์ในตัว, GPS และมาตรวัดความสูง ทำให้มีครบทุกคุณสมบัติที่คุณต้องการเพื่อยกระดับการวิ่งของคุณให้เหนือชั้นไปอีกขั้น โดยคุณสามารถจับคู่นาฬิกาของคุณกับเครื่องออกกำลังกายที่รองรับได้ในแบบไร้สาย 2 ที่สำคัญยังกันน้ำ ขณะว่ายน้ำได้  ในส่วนของหน้าปัดเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ พร้อมแสดงเวลาทั้งในสไตล์ดิจิตอลและอนาล็อกได้อย่างโดดเด่น

โดยคุณสามารถเปิดแอพ Nike+ Run Club ได้เลย เพียงแค่แตะที่กลไกหน้าปัดบนหน้าปัดนาฬิกา และที่ขาดไม่ได้เลยกับการร่วมมือกับแบรนด์สุดฮิตอย่าง Nike ที่ร่วมกันออกแบบสาย Nike Sport Loop ที่มีน้ำหนักเบา แห้งเร็ว และปรับขนาดให้พอดีกับข้อมือได้ง่ายๆ โดยตัวสายถักจากเส้นใยห้าชนิดกว่า 300 เส้น เพื่อให้ได้ออกมาเป็นโครงสร้าง 3D สองชั้นที่นุ่มและระบายอากาศได้ดี แต่ยังคงทนทานเป็นพิเศษ

แอปเปิ้ลวอช 3 มีความน่าสนใจและช่วงของราคายังอยู่ในราคาที่คนทั่วไปสามารถเอื้อมถึงได้อย่างไม่ลำบากกายและลำบากใจมากนัก ฉะนั้น อย่าปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ลองมาจับจ่ายเพื่อได้สิ่งที่มากกว่ากันดีกว่า

ความเชื่อผิด ๆ ของการใช้หูฟัง

"หูฟัง hyperx"

               หูฟังอาจเรียกได้ว่าเป็นของใช้จำเป้นสำหรับใครหลายคนเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเรามี อุปกรณ์ หรือ Smart Device ต่าง ๆ ไว้ใช้อย่างแพร่หลาย และเฉพาะทางมากขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อหูฟังได้ทั้งสิ้น และหูฟังก็ได้พัฒนาให้มีการใช้งานอย่างเฉพาะทางมากขึ้น ยกตัวอย่างคนที่ชอบเล่นเกมก็มีหูฟังแบบ Gaming อย่าง“หูฟัง hyperx” เป็นต้น

          และด้วยความที่หูฟังได้กระจายไปอยู่กับคนทุกไลฟฟ์สไตล์แล้วนั้นก็อาจจะมีความเชื่อที่บอกต่อกันมาในเรื่องการใช้งานซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงกันของผู้ใช้ทั้งหลายว่าจริงหรือเปล่าและมีผลมากน้อยแค่ไหน ในครั้งนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อผิด ๆ ของการใช้หูฟัง ที่หลายคนยังสงสัยให้เคลียร์กันในหลาย ๆ ข้อหลาย ๆ ประเด็นครับ

          1. การ Burn หูฟังแบบเร่งด่วนเพื่อให้เสียงดี

          อันนี้หลายคนคงอาจจะได้ยินได้ฟังหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเบิร์นหูฟังกันมาก่อนแน่ ๆ โดยมีไม่น้อยที่เมื่อได้ซื้อหูมาแล้วมักจะเปิดเพลงดัง ๆ ถึงขั้นเปิดจนสุด Volume เพื่อให้ Driver หรือดอกลำโพงที่อยู่ภายในขยายตัวจนเมื่อทำไปได้ระยะเวลาเสียงจะดีขึ้น

          อันที่จริงหูฟังก็เหมือนลำโพงที่ตอนออกจากโรงงานมานั้นในส่วนของดอกลำโพงหรือ Driver ที่มีส่วนที่สามารถบยายเข้าขยายออกได้เกิดอาการคงรูปไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควร หรือสายต่าง ๆ ที่กระแสไฟยังหล่อเลี้ยงไม่เต้มที่พอทำให้อาจจะมีอาการติดขัดบ้าง ซึ่งการ Burn นั้นมีผล แต่ว่าควร Burn ด้วยวิธีเปิดฟังด้วยความดังเสียงปกติที่เราคุ้นเคย เปิดไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยสังเกตความแตกต่าง

          ไม่ควรที่จะเปิดด้วยเสียงดัง ๆ เพื่อหวังจะให้หูฟังได้ระเบิดศักยภาพออกมาเพราะนั่นจะเป็นตัวการที่ทำให้ Driver เสียหาย ส่วนเรื่องระยะเวลานั้น ทางที่ดีไม่ควรใช้ทางลัด ควรเปิดฟังไปเรื่อย ๆ เป็นประจำจะดีกว่า

          2. หูฟังเล่นเกมนำมาฟังเพลงไม่ได้

          เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าหูฟังตอนนี้ได้มีปลีกย่อยไปในหลายไลฟ์สไตล์และประเภทของการใช้งานซึ่งหูฟัง Gaming ก็เป็นที่นิยมกันอย่างมากสำหรับคนที่ชอบเล่นเกมอย่างรุ่นหนึ่งที่ฮิตกันมากก็คือ หูฟัง hyperx เป็นต้น โดยหูฟังประเภทนี้จะสามารถเก็บรายละเอียดในด้านเวทีเสียงได้เป็นอย่างดี และมีไมค์ไว้ติดต่อสื่อสารกับผู้เล่นด้วยกัน

          และก็มีคำถามยอดฮิตทีเคยได้ยินกันนั่นก็คือหูฟังสำหรับเล่นเกมนั้นนำมาฟังเพลงได้ไหม โดยบางคนถึงกับสั่นหัวและบอกว่าไม่เหมาะสมเพราะจุดประสงค์ของการทำงานไม่เหมือนกัน แต่อันที่จริงแล้วหูฟังเกมนี่แหละถูกออกแบบมาให้การเล่นเกมเร้าใจขึ้นและเพลงก็คือส่วนประกอบสำคัญของเกมนั่นเอง ดังนั้นแบรนด์ชั้นนำหลาย ๆ แบรนด์อย่างหูฟัง hyperx จึงพัฒนาหูฟังมาให้ครอบคลุมในการใช้งานฟังเพลงด้วย ดังนั้นหูฟังสำหรับเล่นเกมก็เอามาฟังเพลงได้อย่างโอเคเลย

               3. หูฟังไร้สายเสียงไม่ดี

          ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนปพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีทำให้ปัจจุบันอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบไร้สายซึ่งหูฟังก็เช่นกัน โดยได้เพิ่มความสามารถการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth เข้าไป

          แต่บางคนอาจจะไม่เชื่อว่าหูฟังไร้สายนั้นจะมีเสียงสู้หูฟังแบบมีสายได้ อันนี้ขอแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกถ้าเป็นหูฟังไร้สายราคาหลัก 10 จนถึงหลักร้อยต้น ๆ ก็อาจจะจริงที่เสียงจะสู้แบบมีสายไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหูฟังไร้สายที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง apt-X หรือ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไปก็ทำให้เสียงมีคุณภาพไม่น้อยไปกว่าแบบมีสายเลยทีเดียว

          ดังนั้นถ้าหากว่าคุณอยากได้หูฟังไร้สายที่เสียงดีสู้แบบมีสายได้ก็ให้เลือกดูสเปคและถ้ามีงบก็ยอมจ่ายที่มีราคาสูงขึ้นมาอีกหน่อยจากแบรนด์ที่รู้จัก อย่างเช่น“หูฟัง hyperx” ก็น่าจะดีขึ้นครับ

          และนี่คือเรื่องราวของความเชื่อผิด ๆ ของการใช้หูฟังที่เรานำมาฝากกัน ทั้งนี้การที่จะเลือกซื้อหรือเลือกใช้งานหูฟังก็มาจากปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นนี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าว ๆ ให้ได้รับทราบกันนะครับ

Garmin watch ผู้ช่วยตัวเก่งด้านสุขภาพในมือคุณ

Garmin watch

ถึงเวลาของ garmin watch Forerunner 645 ได้วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยทางเราไม่รอช้าที่จะพาไปรู้จักแบบใกล้ชิดติดขอบ กับคุณสมบัติแบบละเอียด สำหรับ FR645 นั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นปกติ และ รุ่นมิวสิค (Music) ที่มาพร้อมหน่วยความจำในตัวเรือนเพื่อเก็บเพลงรับฟังจากหูฟังบลูทูธ โดยไม่จำเป็นต้องพกพาสมาร์ทโฟนอีกต่อไป ทั้งหมดนี้มาพร้อมโหมดออกกำลังกายกลางแจ้ง GPS ที่รองรับการวิ่ง, ปั่น, ว่ายน้ำ และ กิจกรรมในร่มอย่างฟิตเนส ที่สำคัญได้ใส่คุณสมบัติการตรวจวัดของประสิทธิสำหรับการฝึกซ้อม โดยมีลูกเล่นต่างๆอีกเพียบให้เลือกใช้งาน

                garmin watch ได้ต่อยอดความสำเร็จจากการสร้างความนิยมในหมู่ผู้ใช้นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ GARMIN ที่นับได้ว่าเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่สร้างกระแสตื่นตัวให้ผู้คนหันมาสนใจอุปกรณ์เสริมสุดสมาร์ทชนิดนี้ ชื่อของค่าย GARMIN นี้เนื้อหอมในหมู่ผู้ที่สนใจสมาร์ทวอทช์ที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่ประเภทยี่ห้อไก่กาอาราเล่ที่ขายราคาถูกแต่คุณภาพก็ตามมีตามเกิดเสียเมื่อไหร่ วันนี้การ์มินได้ตอกย้ำความสำเร็จอีกขั้นในรุ่น FORERUNNER 645® ที่วันนี้เราจะขอเจาะลึกกันเลยว่าเจ้าสมาร์ทวอทช์ตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง

ในส่วนของดีไซน์ ความรู้สึกแรกพบ ทันทีที่เราได้เห็น GARMIN FORERUNNER 645 สิ่งที่เตะตาคือความเรียบง่าย ขอบนาฬิกาเป็นสเตนเลส ขนาดหน้าปัดกำลังดี 42.5 มม. ซึ่งนับว่าพอเหมาะทั้งชายและหญิง สายปรับแต่งภายนอกนั้นถอดง่ายเพียงแค่กดเพราะมีเทคโนโลยี Quick Release ซึ่งใครที่เคยใช้รุ่น Garmin Vivoactive 3 ก็สามารถนำสายมาใช้งานร่วมกันได้ ถ้าใครที่ต้องการปรับแต่งหน้าปัดใหม่ๆ อยู่เสมอ รุ่นนี้ก็สามารถทำได้ดีด้วยการเลือกเปลี่ยนจอได้จาก Garmin Connect IQ ที่รับรองจะไม่ทำให้คุณจำเจแน่นอน

ความสามารถที่อยู่ข้างในก็นับว่ามีจุดชูโรงที่เหมาะกับความสามารถด้านกีฬาอย่างเต็มรูปแบบ เน้นหนักด้านการวิ่งและปั่นจักรยาน ไล่ไปตั้งแต่ฟังค์ชั่น มีเซ็นเซอร์วัดชีพจร Elevate Optical HR มีจุดเซ็นเซอร์วัดชีพจร Garmin Elevate ที่มี 3 ดวงอยู่ด้านหลังนาฬิกา วัดผลชีพจรตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าเซ็นเซอร์ตัวนี้ก็จะทำให้ติดตามความเร็ว ระยะทาง เส้นทาง และ วัดก้าวเดินอย่างแม่นยำ ในตัวสมาร์ทวอทช์เองยังสมาร์ทสุดๆเพราะมีเทคโนโลยี GPS และ GLONASS ซึ่งครอบคลุมการใช้งานแผนที่ผ่านดาวเทียมได้อย่างครบครัน

ซึ่งยี่ห้อ Garmin นี้ขึ้นชื่อในเรื่องระบบจีพีเอสที่พัฒนามาตั้งแต่สมัยเริ่มมีสมาร์ทโฟนใหม่ๆเลยด้วยซ้ำ นับว่าเรื่องจีพีเอสนี่ต้องยกให้กับยี่ห้อนี้เลย ซึ่งถ้าเราใช้งาน gps ก็จะอยู่ได้สูงสุดถึง 5 ชั่วโมง นอกจากนี้ GARMIN FORERUNNER 645 ยังวิเคราะห์ตัวผู้สวมใส่ได้ ในการเช็คความฟิตของร่างกายด้วยค่า VO2max ทั้งยังติดตามสมรรถภาพร่างกายด้วยการวัดค่าแลกเตตที่ร่างกายจะปล่อยออกมาเมื่อล้า (Lactate Threshold) ซึ่งทำให้วัดค่าร่างกายได้ตามจริงว่าเราควรจะหยุดพักเมื่อไร

ในส่วนของการเชื่อมต่อเราสามารถฟังเพลงจากหูฟังบลูทูธที่เชื่อมต่อได้โดยตรง ไม่ต้องพกพาโทรศัพท์ไปไหนมาไหนให้ยุ่งยากได้ด้วย โดยเพิ่มคุณสมบัติความสามารถในการ download เพลงลงในนาฬิกาได้มากถึง 500 เพลง (ในรุ่น Music เท่านั้น) ทั้งยังรองรับอุปกรณ์เสริมออกกำลังกาย Bluetooth Smart และ ANT+ ล้ำสุดๆก็ตรงที่มีการรองรับระบบจ่ายเงินผ่าน NFC จาก Garmin Pay ไว้เผื่อการใช้งานธุรกรรมดิจิตอลในอนาคตได้อีกต่างหาก นับว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ในระดับคุณภาพอย่างแท้จริง                

สรุปโดยรวม Forerunner เป็นซีรี่ย์นาฬิกา GPS ออกกำลังกายของ Garmin ที่อยู่ระดับกลาง ระหว่าง Vivo และ Fenix จึงทำให้ Forerunner เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานออกกำลังกายที่ครอบคลุม ด้วยคุณสมบัติการออกกำลังกายและติดกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ครบถ้วน ในด้านโหมดกีฬารองรับการฝึกซ้อมและการแข่งขัน ในรุ่นสูงๆอย่าง FR935 นั้นจะรองรับถึงการแข่งขันไตรกีฬาแบบมืออาชีพ จุดเด่นหลักที่ Forerunner นำเสนอคือเรื่องของการใช้งานออกกำลังกายในโหมด วิ่ง และ ปั่น แบบจัดเต็มจากคุณสมบัติที่ครบ ทั้งการวัดอัตราการเต้นของใจ ภายในตัวเครื่องมี GPS สำหรับติดตามความเร็ว, ระยะทาง และ Pace มาในรุ่น FR645 ได้ถูกผสมผสานมาให้ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัวที่สุดในราคาที่คุ้มค่ากับคุณสมบัติที่ได้รับ

เพราะอะไร ipad ถึงยังคงครองใจผู้ใช้

"ipad 9.7"

            ถ้าพูดถึงอุปกรณ์ Table นั้นชื่อของ ipad จากแบรนด์ Apple คงลอยขึ้นมาในใจของใครหลายคนแน่ ๆ และตั้งแต่การเปิดตัว 2010 อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็ยังคงความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและยังคงมีรุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนี่อง ขนาดของหน้าจอก็มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้นอย่างเช่น “ipad 9.7”, 7.9 หรือ 12.9 เป็นต้น

          หลายท่านคงมีคำถามว่าเหตุใดเจ้ากระดานอิเลคโทรนิคที่มาจากผู้ผลิตอย่าง Apple ชิ้นนี้จึงครองใจผู้ใช้งานมาร่วม 10 ปี ครั้งนี้เราจะพาไปเข้าใกล้เรื่องราวและความน่าสนใจของ ipad ให้มากขึ้น พร้อมแล้วลองไปดูกันครับ

            ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับอุปกรณ์ยอดนิยมชิ้นนี้กันก่อน โดยในปี 2010 Apple บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าของนวัตกรรมสำคัญอย่าง iPhone ได้ทำการวางจำหน่าย Tablet ที่เน้นความสามารถด้านมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์ ฟังเพลง เล่นเกม การเล่นอินเตอร์เน็ต หรือการอ่านหนังสือในรูปแบบ E-Book

          โดยรุ่นแรกมีหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด 768 x 1024 พิกเซล ใช้ซีพียู Apple A4 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาตั้งแต่ตอนนั้นด้วยยอดขาย 3 ล้านเครื่องภายใน 80 วัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงขายดีแม้จะมีคู่แข่งจากฝั่ง Android มาท้าสู้เรื่อยมา โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2019 ได้ทำสถิติใหม่ที่ 11.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

          มาถึงตรงนี้เราจะมาวิเคราะห์ข้อมูลกันว่าเหตุใดสินค้าชิ้นนี้จึงได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และยังไม่มีทีท่าว่าคู่แข่งจะแซงได้แบบขาดลอยง่าย ๆ

          1. การทำงานที่ไหลลื่น

          ในเรื่องของสเปคนั้นมีการถกเถียงกันมาหลายครั้งแล้วว่าถ้าเกิดว่าวัดกันชิ้นต่อชิ้นก็ไม่ได้แรงไปกว่าของคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน แต่ว่าเวลาทำงานนั้นกลับลื่นไหลรวดเร็วจนหลายคนยอมรับ คำตอบของจุดเด่นนี้ก็คือการทำงานของระบบปฎิบัติการที่ออกแบบมาอย่างดีในชื่อ iOS ซึ่งมีวิธีจัดการ CPU และ Ram ไม่ให้ทำงานหนัก โดยจะดึงพลังงานมาใช้เพียงแค่แอปพลิเคชันที่กำลังเปิดอยู่เท่านั้น ดังนั้นเวลาเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมาหลาย ๆ ตัวแล้วจึงมีน้อยครั้งมากที่จะเกิดอาการค้างหรือ Error นั่นเอง

          2. แอปพลิเคชั่นหลากหลาย

          ปัจจัยสำคัญของ Tablet นั้นคงอยู่ที่การใช้งานในด้านต่าง ๆ ที่หลากหลาย และแอปพลิเคชั่นก็เป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่ง iOS นั้นก็มี Apple App Store ที่มีแอปพลิเคชั่นเป็นจำนวนมากคอยรองรับการใช้งาน ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับจอใหญ่ ๆ อย่าง Tablet ซึ่งก็ใช้งานได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเล่น เกม ดูหนังฟังเพลง หรือ ทำงานเอกสารต่าง ๆ ซึ่งด้วยตัวเลือกที่มากมายนั้นเองทำให้ผู้ใช้ถูกใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้รับการรับรองจาก Apple ถึงความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

          3. สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการได้ยาวนาน

          คงจะไม่มีใครอยากซื้อ Tablet มาใช้งานแค่ไม่กี่ปีก็ไม่สามารถอัปเดตระบบปฎิบัติการเป็นรุ่นใหม่รอเวลาเครื่องเข้ากรุไปแน่ ๆ โดยข้อดีของ Tablet ซีรีย์นี้ของ Apple ก็คือมีการอัปเดตระบบปฏิบัติการได้อย่างยาวนาน อย่างต่ำ 2 ปีหรือมากที่สุดอาจถึง 5 ปีเลยทีเดียว และในการอัปเดตในแต่ละครั้งนั้นก็มีความสามารถใหม่ ๆ ให้ได้ใช้กันแบบพัฒนาขึ้นแบบรู้สึกได้และแต่ละครั้งก็ไม่ทำให้การทำงานของเครื่องช้าแบบหงุดหงิดใจ

          4. มีตัวเลือกในแต่ละปีน้อย แต่ว่าชัวร์

          หลายคนที่อยากจะเป็นเจ้าของ Tablet อาจจะงงในการจะซื้อหรือการหาข้อมูลในแต่ละครั้งว่าเลือกรุ่นไหนดี เพราะว่าในท้องตลาดมีหลากหลายรุ่นหลายแบรนด์ให้ได้เลือกซื้อ แต่ปัญหานี้จะหมดไปถ้าหากคุณเลือกที่จะมองแต่แบรนด์ Apple แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในแต่ละปีก็ออกมาแค่ 1-3 รุ่น หน้าจอต่างกันเช่น ipad 9.7, 7.9 หรือ 12.9 เป็นต้น ซึ่งตัวเลือกที่น้อยลงนั้นก็เป็นผลดีเพราะเชื่อได้ว่าในแต่ละรุ่นนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีแน่นอน

          และนี่คือเหตุผลที่ว่าเพราะอะไร ipad ถึงยังคงครองใจผู้ใช้อยู่ตลอดเวลาตามที่ได้วิเคราะห์จากข้อมูลต่าง ๆ ตลอด 10 ปี หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะซื้อมาเป็นเจ้าของนะครับ โดยสามารถไปลองดูลองเล่นได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วไปนะครับ