เรียนออนไลน์ กับ ipad air 2019 ราคานักเรียน?

ipad air 2019 ราคานักเรียน

ปัจจุบันปัญหาโควิด-19 นั้นนอกจากจะส่งกระทบต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังการดำเนินชีวิตของทุกคนบนโลกใบนี้อีกด้วย รวมถึงเด็กๆ วัยเรียนทั้งหลายที่ต้องทำให้เลื่อนการเปิดเทอมออกไปในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ แต่ก็ยังมีการเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับวงการการศึกษาของประเทศไทย โดยทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีการทดลองการเรียนออนไลน์ผ่านการสอนทางไกล DLTV โดยให้นักเรียนสามารถเรียนผ่านโทรทัศน์ดิจิทัลรวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือ ipad air 2019 ราคานักเรียน ก็ได้

แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่ เนื่องจากบางที่บางแห่งยังคงห่างไกลความเจริญ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึงบ้าง หรือบางครอบครัวยากจนไม่มีโทรทัศน์บ้าง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้การเรียนออนไลน์ของเด็กในพื้นดังกล่าวนั้นยังไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเกิดคำถามมากมายตามมาว่าการเรียนออนไลน์นั้นจะช่วยยกระดับการศึกษาไทยได้จริงหรือ ในเมื่อปัจจุบันยังมีความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีระหว่างคนจนกับคนรวยอยู่ ซึ่งคนที่มีความพร้อมมากกว่าไม่เกิดปัญหาแน่นอน แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระของครอบครัวที่ไม่พร้อมด้านการเงิน

เราลองมาดูกันเป็นข้อๆ ดีกว่าว่าการเรียนออนไลน์นั้นมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดีของการเรียนออนไลน์

  • คุณครูสามารถจัดทำแผนการเรียนการสอนได้ทันสมัยและให้เด็กๆ เข้าถึงข้อมูลจากการค้นหาเพิ่มเติมได้
  • ช่วยลดเวลาการเดินทางทั้งครูผู้สอนและผู้เรียน
  • มีโปรแกรมช่วยบริหารจัดการต่างๆ เพื่อใช้ประเมินการเรียนได้สะดวกมากขึ้น
  • มีช่องทางสื่อสารระหว่างครูผู้สอน และผู้เรียนได้สะดวก
  • สามารถใช้เพื่อค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้มากขึ้น

ข้อเสียของการเรียนออนไลน์

  • การเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในการเรียนออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตยังมีข้อจำกัดอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นนั่นเอง
  • การสอนที่เป็นการสื่อสารทางเดียว อาจเกิดการผิดพลาดในการเรียนรู้ของนักเรียน
  • นักเรียน อาจไม่มีสมาธิในการเรียนได้หากใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เพราะอาจจะแอบเล่นระหว่างเรียนก็ได้
  • นักเรียนใช้เวลาในการออนไลน์มากเกินควร
  • ผู้ปกครองไม่มีเวลาเฝ้าดูแลเด็ก เพราะต้องทำงาน
  • ผู้ปกครองอาจตอบคำถามหรือทำการบ้านแทนเด็กได้

การเรียนออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งประเทศไทยเราอาจจะต้องนำจุดที่เป็นข้อเสียมาคิดหาทางออกให้ได้ รวมถึงปัญหาการเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในการเรียนออนไลน์ที่เกริ่นไปในตอนต้นๆ แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ที่ตัวเด็กนักเรียนและผู้ปกครองอีกด้วย หากผู้ปกครองหรือคุณพ่อคุณแม่มีกำลังในการซื้อก็อาจสามารถซื้อ ipad air 2019 ราคานักเรียน ก็ได้ แต่ถ้าไม่จำเป็นมากนัก เพราะว่าค่าใช้จ่ายอาจจะเยอะเกินไป ก็ให้ดูผ่านทางดิจิตอลทีวีก็จะดีกว่า

โทรศัพท์มือถือราคาถูกสำหรับลูกน้อย

โทรศัพท์มือถือราคาถูก

คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน คงปวดหัวน่าดูที่จะต้องซื้อสมาร์ทโฟนให้กับลูกสักเครื่องหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่าควรจะซื้อรุ่นไหน และใช้งบประมาณสักเท่าไหร่ดี แต่ทางที่ดีหากเป็นเครื่องแรกของเขาควรเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือราคาถูก ก็เพียงพอ เพราะด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนราคาสูงมากจนเกินไป อีกทั้งใช้เพียงแค่ติดต่อสื่อสารระหว่างคุณพ่อคุณแม่เอง หรือใช้เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนเท่านั้น ดังนั้น ปัจจัยในการเลือกซื้อก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรคำนึง วันนี้เราจะมาดูกันว่าผู้ปกครองควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนเลือกซื้อ และรุ่นที่น่าสนใจในราคาถูกจะมีรุ่นอะไรบ้าง เราไปติดตามกันเลยดีกว่า

อายุ

อันดับแรกที่ควรคำนึงถึงคือเรื่องอายุของลูกน้อย ควรรอให้เขามีความรับผิดชอบมากพอที่จะดูแลของตัวเองได้ ทางที่ดีไม่ควรให้ เด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับจอทุกชนิด เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ ทีวี เนื่องจากอาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะพูดช้า หรือมีสมาธิไม่ดี แต่หากอายุ 2-5 ปี สามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ แต่ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน หรืออายุ 5-18 ปี สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน และไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน

ตั้งกฏกติกาให้ชัดเจน

ก่อนจะซื้อมือถือให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดกฏกติกาในการใช้งานด้วย อย่างเช่น ต้องงดใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างกินข้าว หรือหลังสี่ทุ่มต้องปิดการใช้งาน และคุณพ่อคุณแม่สามารถมีสิทธิ์เอาคืนได้หากลูกไม่เชื่อฟัง อีกทั้งมีสิทธิ์ที่จะขอดูโทรศัพท์มือถือของลูกในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เพื่อป้องกันอันตรายหลายๆ อย่างที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มือถือ และจะต้องใช้งานโทรศัพท์ในวงเงินที่จำกัด หากเกินลูกจะต้องเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ เพื่อเป็นการสอนให้ลูกได้รู้จักการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยกฏกติกาทั้งหมดที่กำหนดมา ลูกเองก็ต้องรับทราบและยอมรับข้อตกลงนี้ หากไม่ทำตามที่ตกลงไว้ คุณพ่อคุณแม่มีสิทธิ์ยึดโทรศัพท์ทันที

แอปพลิเคชั่น

แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานนั้นต้องเป็นแอปที่ทำให้เกิดการเรียนรู้กับลูกน้อย อย่างเช่นเกมที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาในด้านต่างๆ ของลูก ทั้งเรื่องของไหวพริบ ภาษา รวมถึงการจดจำ เป็นต้น และการใช้งานจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณพ่อคุณแม่ด้วย

และนั่นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาก่อนการเลือกซื้อ คราวนี้เรามาดูว่า โทรศัพท์มือถือราคาถูก รุ่นไหนบ้างที่ควรเหมาะสำหรับลูกน้อยของคุณ

Xiaomi Redmi Go

เริ่มกันที่ Xiaomi Redmi Go ที่มาพร้อมกับหน้าจอ IPS LCD ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 ระดับ HD ทำงานบนแพลตฟอร์ม Android 8.1 Oreo (Go edition) พร้อมหน่วยประมวลผลชิป Snapdragon 425 quad-core การ์ดจอเป็น Adreno 308 หน่วยความจำตัวเครื่อง RAM 1 GB และ ROM 8 GB ซึ่งอาจจะน้อยไปหน่อยแต่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD card ได้สูงสุด 128 GB พร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3,000 มิลลิแอมป์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานได้ทั้งวัน ด้านของกล้องนั้น มาพร้อมกับกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Beautifying ให้ถ่ายเซลฟี่ได้สวยๆ และกล้องหลังมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล วางคู่กันกับไฟแฟลช LED มาพร้อมโหมดอัจฉริยะ AI และ รองรับความละเอียดแบบ HDR เรียกได้ว่าลงรูปอวดบน Facebook ได้ไม่อายใครเลย

HUAWEI Y5 lite

ต่อกันที่ HUAWEI Y5 lite สเปกน่าใช้ในราคาที่ประหยัด มาพร้อมหน้าจอแบบ IPS ขนาดกว้าง 5.45 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1440 x 720 พิกเซล) ทำงานบนแพลตฟอร์ม Android Oreo ใช้ชิปเซ็ต MediaTek MT6739 ที่มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM 1 GB และ ROM 16 GB สามารถเพิ่ม microSD card ได้สูงสุด 256 GB อีกทั้งกล้องหลัก 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมแบตเตอรี่เหลือๆ ความจุ 3,020 มิลลิแอมป์ สามารถนำไปโทร แชท ดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้ในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

โทรศัพท์มือถือ ของผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

โทรศัพท์มือถือ

การเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ สักเครื่องเราต้องดูปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง เนื่องด้วยในปัจจุบันเทคโนโลยีนั้นได้เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตอย่างมาก รวมไปถึงผู้สูงอายุก็เช่นเดียวกันที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปเร็วเช่นนี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนยุคใหม่อย่างเราที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดายด้วยตนเอง โดยต้องคำนึงถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ รุ่นไหน หรือฟังก์ชั่นไหนที่จำเป็นจะต้องมีบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำกัน

เนื่องจากปัจจุบันจะมีมือถือรุ่นต่างๆ ให้เลือกมากมาย แต่การจะเลือกซื้อให้ถูกใจ และถูกมือของ ผู้สูงอายุ นั้นก็ต้องใส่ใจกันป็นพิเศษเสียหน่อยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแรกนั้นก็คือ ควรเริ่มต้นจากการดูจากความเหมาะสมทางด้านกายภาพก่อน แน่นอนว่าผู้สูงอายุมันจะสายตาฝ้าฟาง ดังนั้นทางที่ดีควรมีหน้าจอขนาดที่ใหญ่ที่สามารถปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งต้องมีลำโพงที่ให้เสียงดังฟังชัดเพื่อให้ความสะดวกต่อผู้สูงอายุที่มีปัญหาได้เรื่องของการได้ยินนั่นเอง รวมถึงขนาดรูปทรงที่พอเหมาะ บวกกับน้ำหนักของตัวมือถือก็สำคัญ ซึ่งควรมีน้ำหนักที่พอดีไม่หนักจนเกินไป เพื่อความสะดวกในการจับได้อย่างถนัดมือนั่นเอง

นอกจากนี้เรื่องแบตเตอรี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้สูงอายุก็จะมีสมาคมผู้สูงอายุกัน ต่างก็มีสมาชิกต่างส่งสติ๊กเกอร์สวัสดีวันจันทร์ยาวไปยันวันอาทิตย์ ไหนจะวันนี้วันพระอย่าลืมใส่บาตร กรวดน้ำ สวดมนตร์กันอีก หรือจะเป็นการดูหนัง ดู Youtube ซึ่งอาจใช้แบตเตอรี่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ควรเลือกสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่ที่อึดสุดๆ ไปเลยก็คงจะดี เพราะจะได้ใช้งานได้อย่างยาวนาน จะได้ไม่ต้องมาคอยเสียบชาร์จแบตอยู่เรื่อย หรือต้องคอยแบกเพาเวอร์แบงค์ไปไหนต่อไหนด้วย หากเป็นแบบ Quick Charge ก็จะยิ่งดีเลยทีเดียว

ถัดมาก็คงจะเป็นในเรื่องของรูปแบบการใช้งานควรจะใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะแน่นอนว่ามือถือสมัยก่อนย่อมใช้งานง่ายกว่าสมาร์ทโฟนในปัจจุบันอยู่แล้ว เพียงแค่กดเบอร์ โทรออก ก็ได้คุยแล้ว แต่ยุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไป ดังนั้นการที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ของผู้สูงอายุบางท่านก็จะปิดกั้น ไม่สนใจ เพราะเขาคิดว่ามันยากเกินไปสำหรับเขา แต่ถ้าเลือกสมาร์ทโฟนดีๆ ที่มีรูปแบบการใช้งานง่าย บวกกับความตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของผู้สูงอายุ ท่านก็จะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

จะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ สำหรับผู้ใหญ่ หรือว่าผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องหาเครื่องสเปคแรงๆ ความจุเยอะๆ ฟังก์ชั่นแน่นๆ เพราะนั่นไม่ได้เป็นการตอบโจทย์การใช้งานของพวกท่านเลย พวกท่านแค่ต้องการหน้าจอที่ใหญ่ เพื่อจะได้มองเห็นได้ชัดเจน เวลาวีดิโอคอลคุยกับลูกหลานจะได้เห็นหน้าค่าตาได้อย่างชัดเจน พวกท่านแค่ต้องการแบตเยอะๆ เพื่อที่จะได้พูดคุย ส่งสติ๊กเกอร์ให้กับลูกหลาน หรือดูคลิปข่าวสารให้ทันโลกมากยิ่งขึ้น เพียงเท่านั้นก็ทำให้ท่านได้รู้สึกว่าพวกท่านไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากพวกเราเลย และยิ่งทำให้พวกท่านรู้สึกว่าไม่ว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปขนาดไหน แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพวกเราอยู่เสมอ

โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5000 ให้พ่อแม่

โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5000

เมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์กันแล้ว ก็ไม่แคล้วที่บรรดาญาติผู้ใหญ่เราจะเดินตามทันโลกทันสมัย ส่งสติ๊กเกอร์ไลน์สวัสดีวันจันทร์กันกระจายกันเลยทีเดียว เพราะผู้ใหญ่ก็จะมีสังคมของเขาอย่างเช่นเราๆ นี่ละ แต่จะให้ใช้โทรศัพท์มือถือ 2G โทรหากันมันก็ไม่ได้แล้วไหมอ่ะ สมัยนี้ผู้สูงอายุก็ใช้สมาร์ทโฟนเป็นอย่างวันรุ่นกันแล้วนะ วันนี้เราก็เลยจะมาแนะนำ โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5000 ให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือว่าญาติผู้ใหญ่ได้ไว้ติดต่อกัน หรือจะส่งสติ๊กเกอร์คุยเล่นกับลูกกับหลานก็ยังได้ ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างที่เหมาะกับคุณพ่อ คุณแม่ หรือว่าญาติผู้ใหญ่ เราไปดูกันเลย

Xiaomi Redmi 8

แน่นอนว่าหน้าจอใหญ่ต้องคู่ควรกับ ผู้สูงอายุ อย่างแน่นอน เพราะหน้าจอใหญ่ของ Xiaomi Redmi 8 มีขนาดหน้าจอ LCD กว้างถึง 6.22 นิ้ว ครอบทับด้วย Gorilla Glass 5 ให้คุณพ่อ คุณแม่ได้เห็นความคมชัดเวลาดูหนังหรือดูซีรีส์ ถ้าคุณพ่อ คุณแม่บ้านไหนชอบถ่ายรูปก็มีกล้องหลัง 2 ตัว + AI ใช้เซนเซอร์ Sony IMX363 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และกล้อง Depth Sensor สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีโหมด AI Selfie Portrait ช่วยลบริ้วรอยต่างๆ ได้ ให้คุณพ่อ คุณแม่ได้ดูเด็กลงไปอีก รุ่นนี้มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 5000mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 18 วัตต์อีกด้วย จะส่งสติ๊กเกอร์ทั้งวันแบตก็ยังเหลือ

Realme C3

เป็นหนึ่งรุ่นที่เหมาะกับผู้ใหญ่ เพราะมีหน้าจอหยดน้ำระดับ HD+ ขนาด 6.5 นิ้ว กันเลยทีเดียว เรื่องกล้องก็ไว้ใจได้เพราะมี กล้อง หลังให้มาถึง 3 เลนส์ AI 12 ล้านพิกเซล f/2.2 + 2 ล้านพิกเซล f/2.4 + 2 ล้านพิกเซล f/2.4 + AF +  Flash ส่วนกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.0 ให้คุณพ่อ คุณแม่ได้แชร์ภาพสวยๆ ไว้ลง Facebook หรือ จะส่งในกรุ๊ปไลน์อวดเพื่อนๆ ก็ได้ และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ยังให้แบตเตอรี่ถึง 5,000 mAh ให้ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน

Huawei Nova 3i

รุ่นนี้เอาใจ คุณพ่อ คุณแม่ สายถ่ายรูป เพราะว่าโดดเด่นเรื่องกล้องมากๆ เลย เพราะกล้องหน้ามีความละเอียด 24 MP + 2MP และกล้องหลังมีความละเอียด 24 MP + 2MP เรียกได้ว่าคมชัดทุกรูปอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีฟังก์ชันอีกมากมายให้ได้ลองเล่นดู ส่วนขนาดหน้าจอยังคงใหญ่เช่นเคยด้วยขนาดหน้าจอกว้าง 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ พร้อมทำงานด้วยหน่วยประมวลผล Kirin 710 RAM 4GB, ROM 128GB เป็นรุ่นที่ครบครันจริงๆ สำหรับรุ่นนี้

Vivo Y15

มาต่อกันที่รุ่นนี้กันเลยกับขนาดหน้าจอ 6.35 นิ้ว Halo FullView™ Display ที่มีอัตราส่วนจอแสดงผล 19.3:9 มาพร้อมกล้องหลังสามตัวสุดคมชัด โดยกล้องหลักมีความละเอียด 13MP ส่วนกล้อง Super Wide-Angle Camera มีความละเอียด 8MP และ Depth Camera มีความละเอียด 2MP ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 16MP สามารถเก็บรายละเอียดบนใบหน้าได้อย่างละเอียดชัดเจน สวยงาม และยังมาพร้อมแบตเตอรี่ 5000mAh พร้อมด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เรียกว่าคุ้มค่ามากๆ เลยทีเดียว

และที่ได้แนะนำไปนั้นคือ โทรศัพท์มือถือ ราคาไม่เกิน 5000 สำหรับผู้สูงอายุ หรือสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ เพราะทั้ง 4 รุ่นนั้น มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่จุใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญข้อแรกเลยก็ว่าได้สำหรับการเลือกซื้อ อีกทั้งยังมีความจุแบตเตอรี่ที่มีให้เยอะมาก จะส่งสติ๊กเกอร์ หรือไลน์คุยทั้งวันบอกเลยก็ยังไหว

กล้องถ่ายรูปราคา แพงก็ต้องเลือกดี ๆ หน่อยนะ

กล้องถ่ายรูปราคา

            กล้องถ่ายรูปถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเทคโนโลยีของการถ่ายก็ได้พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันนั้นก็ได้ก้าวเข้าสู่ระบบดิจิตอลอย่างเต็มที่ ซึ่ง กล้องถ่ายรูปราคา แต่ละรุ่นนั้นก็ไม่ใช่ถูก ๆ แตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและสเปค ดังนั้นถ้าใครต้องการจะซื้อก็อาจจะต้องดูถึงหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ได้กล้องที่ตรงใจกับการใช้งานมากที่สุดนั่นเอง โดยครั้งนี้เราได้รวบรวมวิธีการเลือกกล้องถ่ายรูปสำหรับมือใหม่มาให้ได้ดูกัน ลองไปดูกันเลยครับ

                1. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน

                กล้องถ่ายรูปในปัจจุบันนั้นมีออกมาหลายแบบหลายลักษณะให้ได้ไปเลือกใช้งานกัน ซึ่งสิ่งที่จะกำหนดว่าเราควรซื้อกล้องแบบไหนดีก็คือวัตถุประสงค์การใช้งานนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นบางคนต้องการกล้องไว้ใช้งานในการถ่ายภาพทั่ว ๆ ไป เช่นถ่ายรูปครอบครัว ถ่ายเพื่อน ๆ ตอนไปเที่ยวแบบง่าย ๆ แต่ว่าอยากได้ที่มีเลนส์ที่ใหญ่กว่าของมือถือและมีลักษณะของกล้องโดยเฉพาะไม่ได้ใช้งานแบบมือถือก็ขอแนะนำกล้องแบบ Compact ที่มีน้ำหนักเบาพกพาง่าย ใช้งานสะดวกไม่ซับซ้อน หรือว่าถ้าใครอยากที่จะเป็นมืออาชีพขึ้นมาอีกนิดสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้แต่ว่ายังอยากได้น้ำหนักที่เบากระทัดรัด ก็ขอแนะนำกล้องแบบ Mirrorless ที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายรูปได้ใกล้เคียงกับมืออาชีพในขณะที่มีรูปร่างบางเพราะตัดในส่วนของกระจกสะท้อนภาพออกไป ทั้งยังมีการออกแบบที่สวยงามหลากหลาย แต่ถ้าอยากจะถ่ายรูปแบบจริงจังพร้อมที่จะเป็นระดับมืออาชีพก็ควรเลือกกล้องแบบ DSLR ซึ่งครบเครื่องมาก ๆ นั่นเอง

                2. งบประมาณ

                กล้องในแต่ละแบบนั้นก็มีราคาที่ไม่เท่ากันตามแบรนด์ผู้ผลิตและสเปคที่ให้มา ก่อนซื้อก็ควรตั้งงบประมาณของตัวเองเอาไว้ว่าจ่ายได้เท่าไหร่ และหากล้องที่อยู่ในงบ เพราะว่าถ้าไปดูกล้องที่ถูกใจแต่ดูราคาแล้วซื้อไม่ได้ก็เสียเวลาในการหาข้อมูลไปเปล่า ๆ นั่นเอง หรือถ้าใครจะผ่อนก็ควรวางแผนให้ดีก่อนอย่าให้ลำบากตัวเอง

                3. เซ็นเซอร์

                สิ่งที่สำคัญในการรับภาพของกล้องดิจิตอลนั้นก็คือตัวเซ็นเซอร์การรับภาพนั่นเอง ซึ่งเรามักจะเห็นที่สเปคของกล้องแต่ละตัวเขียนไว้ว่า Image sensor หรือ Image recording ซึ่งเป็นตัวรับภาพแทนฟิลม์ที่เราใช้กันในกล้องรุ่นก่อนนั่นเอง ส่วนมากจะใช้เซ็นเซอร์ประเภท CCD แต่ว่าส่วนมากจะใช้ CMOS ถ้าวัดตามเส้นทแยงมุมจะมีขนาด 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว แน่นอนว่างยิ่งใหญ่ยิ่งได้เปรียบ แต่ก็จะมีราคาแพงขึ้นไปกว่าเก่าด้วย

                4. คุณสมบัติทั่วไป

                คุณสมบัติหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าฟังก์ชั่นนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ซื้อกล้องมือใหม่ควรศึกษาให้ดี เพราะว่าจะเป็นตัวทำให้เรารู้ว่ากล้องนั้นคุ้มค่าน่าซื้อหรือเปล่า เช่นสามารถรองรับไฟล์ภาพได้กี่แบบ เช่น JPEG TIFF RAW ระบบการทำงานเป็นแบบ Manual ล้วน ๆ หรือเป็นแบบระบบ Auto เพื่อรองรับมือใหม่และผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการถ่ายภาพด้วย ความละเอียดของภาพมีมากเท่าไหร่ โดยในปัจจุบันกล้อง Compact ควรมีความละเอียดอย่างต่ำ 5 Megapixels ส่วนของ Mirrorless และ DSLR นั้นควรจะไม่น้อยกว่า 10 Megapixels นั่นเอง

                5. รูปทรงและดีไซน์

                รูปทรงของกล้องนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ากล้องเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องพกพาติดตัวไปยังที่ต่าง ๆ ความสวยงามและดีไซน์ที่ดีก็จำเป็นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในส่วนนี้เลือกได้ตามสไตล์ความชอบของเราเลย แต่ก็ต้องดูในเรื่องของน้ำหนักของตัวกล้องด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าต้องการจะถือห้อยคอไปถ่ายรูปตามต่างจังหวัดนั้นก็ควรที่จะเอกที่น้ำหนักเบารูปทรงกระชับมือไว้ก่อนนั่นเอง

                6. การประกัน

                โดยทั่ว ๆ ไปการประกันกล้องนั้นจะมีอยู่ 2 แบบนั่นคือประกันศูนย์กับประกันร้าน ซึ่งประกันศูนย์นั้นตัวเครื่องจะเป็นของที่นำมาจำหน่ายผ่านบริษัทผู้ผลิตสาขาในประเทศซึ่งราคาตัวกล้องก็จะสูงแต่ถ้าเป็นประกันร้านกล้องก็จะเป็นรูปแบบเครื่องหิ้วซึ่งราคาก็จะถูกกว่า ในที่นี้เราอยากแนะนำให้ซื้อแบบประกันศูนย์ เพราะถึงจะแพงกว่าแต่ก็ได้มาตรฐานและการรับประกันที่ครอบคลุมไว้ใจได้

                นี่คือเรื่องราวของการเลือกซื้อกล้องถ่ายรูปสำหรับมือใหม่ที่เรานำมาเสนอกัน โปรดนำไปใช้พิจารณาก่อนที่จะซื้อ กล้องถ่ายรูปราคา ต่าง ๆ นะครับ

กล้องถ่ายรูป อยู่ไหนเตรียมมาถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงกัน

กล้องถ่ายรูป

            การถ่ายภาพนั้นช่วยเก็บภาพความประทับใจของทั้งคนใกล้ ๆ ตัว สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไป สิ่งของสะสมที่เราชอบ ไปจนถึงเหล่าบรรดาสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา ซึ่งการที่จะถ่ายรูปสัตว์ออกมาให้ดูสวยน่ารักและน่าสนใจแล้วไม่ใช่ว่ามีแค่ กล้องถ่ายรูป แล้วก็ถ่ายได้เลย แต่ต้องมีเทคนิคต่าง ๆ ที่ควรศึกษาและฝึกฝน ซึ่งก็ไม่ยากจนเกินไป โดยเราได้รวบรวมเทคนิคในการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงมาให้คุณได้ติดตามกัน ลองไปดูกันเลยครับ

                1. กล้องต้องโฟกัสไว

                ในการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงเราอาจจะไม่ต้องเน้นไปถึงอุปกรณ์ที่เป็นมืออาชีพมากนัก แต่ก็ควรที่จะต้องใช้ กล้องถ่ายรูป ที่สามารถโพกัสภาพได้อย่างรวดเร็วว่องไว โดยเน้นไปที่โหมดออโต้โฟกัส เพื่อที่จะสามารถเก็บภาพของสัตว์เลี้ยงที่มักไม่อยู่นึ่งได้อย่างไม่เบลอ

                2. ค้นหาจุดเด่นและเอกลักษณ์ของสัตว์เลี้ยง

                สัตว์เลี้ยงของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็น สุนัขหรือแมวก็มักจะมีคาแรคเตอร์ประจำตัวที่ไม่เหมือนกันอย่างเช่นบางตัวขี้อ้อนชอบมาออเซาะใกล้ ๆ เรา บางตัวขี้เซาชอบนอนตลอดเวลา โดยถ้าเราสังเกตเห็นอาการเหล่านั้นก็สามารถหาจังหวะตอนถ่ายเพื่อดึงเอกลักษณ์ที่สะท้อนออกมาจากสัตว์เลี้ยงของคุณได้ง่าย ๆ

                3. พลิกแพลงมุมมอง

                การถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงของคุณในมุมปกติอาจจะทำให้ดูซ้ำและจำเจเกินไป ดังนั้นควรเปลี่ยนการถ่ายอย่างถ่ายจากมุมสูง มุมต่ำ หรือมุมข้าง ๆ เพื่อที่จะทำให้ภาพมีเรื่องราวน่าสนใจมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

                4. ภาพตอนเคลื่อนมักจะมีชีวิตชีวา

                 โดยทั่วไปสัตว์เวลาเคลื่อนไหวนั้นจะแสดงสัญชาตญาณและความน่าสนใจอื่น ๆ ออกมาให้เราได้เห็นอย่างมากมาย ดังนั้นการถ่ายภาพสัตว์เลี้งก็ควรถ่ายในขณะที่กำลังเคลื่อนไหวเช่นการวิ่ง การเดิน หรือขณะที่กำลังเล่นจะดีที่สุด ซึ่งต้องคอยดูโฟกัสดี ๆ ไม่ให้เบลอ

                5. อย่ากดดันสัตว์เลี้ยง

                แน่นอนว่าสัตว์นั้นไม่ใช่คนที่สามารถขอให้ทำท่าทางที่ต้องการได้ง่าย ๆ ดังนั้นก็ควรที่จะใจเย็น ๆ อย่าไปดุว่าหรือทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณเครียด ซึ่งถ้าไปกดดันมาก ๆ ผลที่ได้จะทำให้สัตว์เลี้ยงไม่แสดงอารมณ์และด้านที่สนุกสนานออกมาอย่างที่หวัง

                6. เน้นการถ่ายไปที่ดวงตา

                ดวงตาสามารถบ่งบอกความรู้สึกต่าง ๆ นา ๆ ของสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวดังนั้นการถ่ายโดยที่ให้ติดและเน้นที่ดวงตาก็เป็นเทคนิคที่น่าสนใจในการถ่ายสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก ซึ่งทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชเพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงตกใจและเสียโอกาสในการได้ความเป็นธรรมชาติ

                7. หาของเล่นหรือสิ่งจูงใจให้สัตว์เลี้ยง

                สัตว์เลี้ยงส่วนมากแม้จะมีอารมณ์ดีหรือขี้เล่นแค่ไหนก็ไม่ใช่ว่าจะทำท่าทางสนุกสนานได้ตลอดทั้งวัน ดังนั้นบางทีก็ต้องมีของเล่นหรือสิ่งกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาบ้างเพื่อที่จะเก็บภาพแอคชั่นสวย ๆ ไว้ได้ อย่างเช่นโยนลูกบอลให้สุนัขของคุณคาบไปเก็บมา หรือว่าใช้ริบบิ้นให้แมวได้ตะครุบเล่นเป็นต้น

                8. ถ่ายคู่กับคน

                ให้คนอื่น ๆ หรือว่าตัวคุณเองเข้าไปร่วมเฟรมกับภาพสัตว์เลี้ยงสิ่งที่จะได้คือภาพของความสัมพันธ์ที่น่ารักน่าเอ็นดู และสามารถจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ให้มีลูกเล่นและควบคุมง่ายขึ้นเนื่องจากเราสามารถบอกคนในเฟรมหรือให้ตัวเองทำแอคชั่นกับสัตว์เลี้ยงที่ต้องการได้ นับว่าเป็นการสร้างเรื่องราวให้กับภาพได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

                7. มีความอดทน

                การที่จะถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงให้ออกมาได้ดีนั้นผู้ถ่ายจะต้องใช้ความอดทนรอให้สัตว์ได้แสดงสิ่งที่เราต้องการออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนได้ ดังนั้นควรใช้ความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่าเครียดกับการรอมากไปก็สามารถไปพักผ่อนเพื่อรีเฟชและกลับมาถ่ายต่อก็ได้ เพราะถึงยังไงคุณกับสัตว์เลี้ยงก็อยู่ด้วยกันตลอดอยู่แล้ว

                8. ให้รางวัลกับสัตว์เลี้ยง

                การถ่ายรูปกับสัตว์เลี้ยงควรให้รางวัลเป็นขนมหรือรูปหัวกอดรัดเป็นการตอบแทนบ้างเพื่อที่จะทำให้สัตว์รู้สึกอยากถ่ายด้วยอีก ไม่แน่ครั้งหน้าที่คุณหยิบกล้องอาจจะรีบเข้ามาคลอเคลียขอถ่ายด้วยอีกก็เป็นได้

                และนี่คือเรื่องราวของเทคนิคการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงที่เรานำมาแนะนำกัน น่าจะสามารถนำไปใช้กันได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

สุดจ๊าบ! หูฟังบลูทูธ ตระกูลอีลีท

หูฟังบลูทูธ

ผู้นำนวัตกรรมหูฟังคุณภาพ ส่งนวัตกรรม หูฟังบลูทูธ อัจฉริยะภายใต้แบรนด์ “Jabra” ในซีรีย์ อิลีท ลุยตลาด พร้อมกันถึง 3 รุ่น “Jabra Elite 65t” “Jabra Elite Active 65t” และ “Jabra Elite 45e” ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมากมาย ทั้งระบบ True Wireless เจเนอเรชัน 3 และแอ็พฯ Jabra Sound + ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งรูปแบบเสียงทั้งการฟังเพลงและการสนทนาได้อย่างอิสระ รวมถึงสามารถตอบสนองและเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งการออกกำลังกาย ทำงาน ดูหนัง ฟังเพลงและพักผ่อนในทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งให้การใช้งานของหูฟังเข้ากับความต้องการเฉพาะส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยผ่านแอพพลิเคชั่นได้อีกด้วย

จริงๆ เจ้า หูฟังบลูทูธ นี้ออกมาตั้งแต่ปี 2561 แล้ว แต่ยังไม่ตกรุ่น และน่าสนใจอยู่เลย หูฟังของ Jabra ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมีเป้าหมายที่ต้องการจะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่มได้อย่างดีที่สุด และสิ่งที่ Jabra นำเข้าสู่ตลาดนั้น มักจะเป็นนวัตกรรม ที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งเสมอ ส่งผลให้แบรนด์จาบร้าเป็นที่นิยมไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยในโอกาสนี้ Jabra ได้เปิดตัวสินค้า 3 ตัวใหม่ในตระกูล Elite ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Jabra for All of You and Only You”

กล่าวคือ สินค้าทั้ง 3 รุ่นที่เปิดตัวในวันนี้นั้น สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานได้ 3 รูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่ที่ทั้ง 3 รุ่นมีเหมือนกันคือ สามารถใช้งานร่วมกับ Jabra Sound+ ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าหูฟังแบบเฉพาะเจาะจงได้ตามความต้องการและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

สำหรับ Jabra Elite 65t เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเจนเนอรชั่นที่ 3 ของหูฟังไร้สายจากจาบร้า โดยเป็นหูฟังไร้สายแบบ True Wireless Stereo ซึ่งได้รับการพัฒนาและออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดทั้งรูปทรงและฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงการเชื่อมต่อ ทำให้พกพาสะดวกและสวมใส่ได้สบายยิ่งขึ้น เอาใจคนทำงานที่รักในเสียงเพลงได้เพลิดเพลินกับการฟังเสียงดนตรีได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา และยังมาพร้อมกับไมโครโฟนถึง 4 ตัวที่วางอยู่ในตัวหูฟังเพื่อช่วยตัดเสียงลมและเสียงรบกวนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสนทนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Jabra Sound + ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งรูปแบบเสียงเพลง การสนทนา การรับรู้เสียงจากภายนอกด้วยตัวเองได้อย่างอิสระตามความต้องการ ทั้งยังรองรับการใช้งานด้วยเสียงอย่าง Siri, Google Now และ Amazon Alexa รวมถึงหูฟังมีปุ่มคอนโทรลต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในฟังเพลง การสนทนา และการสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย โดยสามารถรองรับการใช้งานต่อเนื่องถึงได้ 5 ชั่วโมง และเพิ่มขึ้นสูงสุดรวม 15 ชั่วโมง เมื่อใช้ตลับชาร์จไฟ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น โดย Jabra Elite 65t พร้อมวางจำหน่ายในราคา 6,290 บาท

ขณะที่ Jabra Elite Active 65t จะเป็นหูฟังสำหรับคนชอบออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตแบบแอ็คทีฟ โดยฟังก์ชันทั้งหมดจะเหมือนกับ Jabra Elite 65t แต่จะเพิ่มเรื่องของการกันเหงื่อและฝุ่นละอองได้ตามมาตราฐาน IP56 มีเซ็นเซอร์วัดความเร่ง (Accelerometer) เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวระหว่างออกกำลังกาย รวมทั้งตัวหูฟังเคลือบสารพิเศษที่จะทำให้สามารถสวมใส่ได้กระชับในทุกอริยาบท` Jabra Elite Active 65t พร้อมวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม โดยมีราคา 6,990 บาท

สำหรับ Jabra Elite 45e เป็นหูฟังแบบอินเอียร์ดีไซน์เป็นแบบสายนิ่มคล้องคอ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังเสียงดนตรีที่มีคุณภาพสุดคมชัด ไปพร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันที่แสนสะดวกสบายตลอดวัน ไม่ว่าจะทำงาน พักผ่อน หรือออกกำลังกายเบาๆ หูฟังอินเอียร์ของ Jabra Elite 45e ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษด้วยดีไซน์รูปทรงรีมีเอกลักษณ์ และกระชับสบายสูงสุด โดยมาพร้อมไดร์ฟเวอร์ขับเสียงขนาด 10 ม.ม. ให้เสียงเบสได้อย่างเต็มอารมณ์ รวมทั้งไมโครโฟนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษที่ช่วยในการตัดเสียงลมและเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมรอบข้างทำให้สามารถรับเสียงได้อย่างคมชัด

ขณะที่ตัวหูฟังผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยม ทำให้หูฟังมีน้ำหนักเบา คล่องตัวขณะใช้งาน และไม่ระคายเคืองบริเวณสวมใส่ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแบตเตอรี่อันทรงพลัง เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับทุกการใช้งานอย่างเต็มอรรถรส ทั้งการฟังเพลงและการสนทนาต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อีกทั้งยังสามารถกันละอองเหงื่อและน้ำได้ระดับ IP54 โดย Jabra Elite 45e พร้อมวางจำหน่ายในราคา 3,490 บาท

Airpod ราคา แพงหูฟังรุ่นอื่น ๆ ก็ราคาไม่ใช่ถูก ต้องดูแลรักษาดี ๆ ด้วยวิธีเหล่านี้

Airpod ราคา

            ในชีวิตประจำวันของเรานั้นหูฟังก็เป็นเหมือนอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยถ่ายทอดเสียงดนตรีเพราะ ๆ ให้เราได้ฟังทุกที่ทุกเวลา ซึ่งแน่นอนว่าหูฟังอย่าง Airpod ราคา หลาย ๆ รุ่นก็ค่อนข้างแพงรวมถึงหูฟังอีกหลาย ๆ รุ่นก็ไม่ใช่ถูก ๆ เวลาที่นำไปสมบุกสมบันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของปัญหาเพราะดูแลรักษาอย่างผิดวิธีไปจนถึงเรื่องของความสะอาด ดังนั้นเราจะมาแนะนำในการดูแลในส่วนของหูฟังในวิธีที่ถูกต้องให้ได้ทราบกัน

                1. อย่าไว้ในที่ร้อนหรือชื้นมากเกินไป

                หูฟังคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมือนกับอุปกรณ์ชิ้นอื่น ๆ นั้นก็คือไม่ถูกกับน้ำหรือความร้อน แม้แต่หูฟังที่มีคุณสมบัติกันน้ำก็กันน้ำได้แค่ช่วยคราวไม่สามารถแช่น้ำไว้ทั้งวันทั้งคืนได้ และความร้อนก็สามารถทำลายวัสดุที่ส่วนมากเป็นพลาสติกที่ห่อหุ้มหูฟังอยู่ให้ลอก ละลาย หรือเสื่อมสภาพไปได้ ดังนั้นควรเก็บหูฟังไว้ในอุณภูมิระดับปกติไม่ร้อนหรือชื้นจนเกินไป อย่างเช่นไม่ควรนำไปไว้ในห้องที่มีแดดส่องทั้งวันหรือไม่ควรไปวางไว้ในห้องน้ำเป็นต้น

                2. ถอดหูฟังให้ถูกวิธี

                แม้หูฟังแบบไร้สายกำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันแต่หูฟังชนิดที่มีสายก็ใช้กันอยู่แพร่หลายเช่นเดียวกัน แต่หลาย ๆ คนก็มีปัญหาในเรื่องสายที่มักจะขาดในอยู่เสมอ ดังนั้นเราควรดูแลรักษาให้ดีเริ่มจากการถอดหูฟังจากโทรศัพท์และเครื่องเล่นของเราให้ถูกต้องโดยอย่าดึงที่สายอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้สายทองแดงข้างในหูฟังเกิดอาการขาดในได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาถอดควรจับไปที่บริเวณขั้วและค่อย ๆ ดึงออกอย่างเบามือดีกว่า อย่าเผลอดึงสายแรง ๆ ครั้งหน้าแค่นั้นก็ถนอมสายได้เป็นอย่างดีแล้ว

                3. อย่าเหวี่ยงสายหูฟังเล่น

                มีน้อยคนที่จะทำแต่ว่าไม่ใช่ไม่มีเลยที่จะนำหูฟังมาเหวี่ยงเป็นเชือกเล่นซึ่งถือว่าผิดเป็นอย่างมากเพราะลำพังกระชากแรง ๆ ยังขาดได้แต่นี่นำมาเหวี่ยงเล่นก็ไม่ต้องสงสัยในเรื่องการที่จะต้องซื้อหูฟังใหม่อยู่บ่อย ๆ เลย ใครมีพฤติกรรมนี้อยู่เลิกโดยทันทีเลยนะครับ

                4. ทำความสะอาดขี้หูและคราบไคล

                หูฟังเป็นอุปกรณ์ที่มักจะติดตัวเราในหลายที่หลายกิจกรรมเป็นระยะเวลานาน ๆ ขี้หูจึงไปฝังติดอยู่ โดยเฉพาะหูฟังแบบอินเอียร์ ยิ่งถ้าใครชอบออกกำลังกายด้วยแล้วคราบเหงื่อก็จะยิ่งไปติดที่หูฟังและหมักหมมได้ง่าย ซึ่งส่งผลด้านสุขอนามัยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว อีกทั้งสิ่งสกปรกเหล่านี้อาจเป็นที่มาของเชื้อราที่สามารถทำลายวงจรของหูฟังได้อีกด้วย ดังนั้นควรทำความสะอาดโดยใช้ผ้าที่มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษชุดน้ำยาสำหรับล้างทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะและนำไปเช็ดบริเวณข้างในจุกยางหรือตรงซอกหลืบต่าง ๆ ให้สะอาด

                5. อย่านำแอลกอฮอล์เช็ดสาย

                สายหูฟังส่วนมากนั้นทำมาจากวัสดุประเภทยางซึ่งไม่ถูกกับแอลกอฮอล์เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เปื่อยและอายุในการใช้งานสั้นลง ดังนั้นควรใช้น้ำยาสำหรับล้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือผ้านุ่ม ๆ เช็ดน้ำให้หมาดสุด ๆ มาเช็ดถูจะดีกว่า

                6. อย่าเปิดเพลงก่อนเชื่อมต่อหูฟัง

                เวลาที่จะฟังเพลงไม่ว่าจากโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นควรที่จะใส่หูฟังไปกับตัวเครื่องให้เรียบร้อยก่อน เพราะว่าถ้าหากเปิดเพลงและค่อยใส่หูฟังหรือเชื่อมต่อขณะที่เพลงเล่นอยู่ไปแรงกระแทกจากเสียงเพลงอาจทำอันตรายกับ Driver หูฟังได้ และจะทำให้เกิดความเสียหายจากภายในตัวหูฟังนั่นเอง

                7. เบาเสียงเพลงให้อยู่ในระดับที่พอดี

                ไม่ควรเปิดเพลงในหูฟังดังมากไปเพราะจะส่งผลเสียให้กับทั้งตัวอุปกรณ์หูฟังเองและกับสุขภาพหูด้วย ดังนั้นควรกำหนดระดับไว้และคอยเตือนตัวเองไม่ให้เผลอไปกดเสียงที่เกินนั้น และไม่ควรฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป

                และนี่คือวิธีการดูแลหูฟังที่นำไปทำได้กับหูฟังแบบต่าง ๆ ทั้งมีสายไม่มีสาย อย่าลืมนะครับว่าหูฟังราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ อย่าง Airpod ราคา ก็สูงพอสมควรก็ต้องดูแลดี ๆ ให้สมกับคุณค่านะครับ

Airpod 2 และหูฟังอื่น ๆ กับศัพท์เฉพาะด้านเสียงที่คุณควรรู้

Airpod 2

          หูฟังถือว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับการถ่ายทอดเสียงเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะว่าสามารถทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสกับเสียงดนตรีที่ลึกและมีมิติแบบเต็ม ๆ โดยที่ไม่รบกวนคนอื่น ซึ่งหูฟังก็ได้รับการพัฒนาจากอดีตรุ่นสู่รุ่นใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไปอย่างมากมายเพื่อที่จะทำให้การฟังเพลงนั้นเป็นไปได้อย่างมีสีสันและตรงความต้องการของผู้ฟังมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเราก็มีหูฟังหลายรุ่นหลากแบรนด์อย่าง Airpod 2 จาก Apple และอีกมากมายที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน โดยสิ่งที่เป็นจุดสำคัญในการเลือกซื้ออย่างหนึ่งนั่นก็คือแนวเสียงที่หูฟังแต่ละตัวนั้นจะให้เราได้ฟังกันนั่นเอง และแน่นอนว่าก็จะมีศัพท์เฉพาะด้านเสียงที่บ่งบอกจุดเด่นของหูฟังแต่ละตัวซึ่งเราพบเห็นได้ทั่วไปในการรีวิว และหลาย ๆ ครั้งก็งงว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร ซึ่งไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป เพราะเราจะนำคำที่พบเจอได้บ่อย ๆ มาอธิบายให้ฟังกัน ลองไปดูกันครับ

                1. Bass impact

          ถ้าพูดถึงคำว่าเสียง Bass ทั่ว ๆ ไปก็คงนึกถึงเสียงหนักแน่นของเครื่องดนตรีประเภท Bass และ เสียงของกระเดื่องกลองนั่นเอง ซึ่งก็ใช่เลยครับ แต่คำว่า Bass impact ที่นักเล่นหูฟังกล่าวถึงในรีวิวบ่อย ๆ นั้นคืออะไร? คำตอบคือคุณภาพของเบสที่หูฟังสามารถถ่ายทอดออกมาได้นั่นเอง ซึ่งถ้า Bass impact ทำออกมาได้ดีนั้น เสียงที่ได้ก็จะออกมาเป็นลูก ๆ คมชัด เก็บตัวรวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ ไม่เบลอหรือว่าบวมจนก้องไปหมดจนฟังไม่รู้เรื่องไปกลบเสียงหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ จนหมด

                2. Treble

          เป็นชื่อเรียกของย่านความถี่เสียงสูง ซึ่งจะสามารถได้ยินจากการที่นักร้องขึ้นไปคีย์สูง ๆ เสียงฉาบจากกลอง เสียงโซโลกีต้าร์ในโทนเสียงสูง ซึ่งเสียง Treble ที่ดีนั้นควรที่จะมีเสียงที่สว่างใสและกังวาลไม่ห้วนสั้นจนเกินไป แต่ก็ต้องไม่สูงปรี๊ดจนเกิดอาการแสบหู

                3. Vocal

          ในศัพท์ด้านเสียงและหูฟังก็คือเสียงร้องนั่นเอง ซึ่งควรที่จะต้องมีความเด่นไม่ถูกดนตรีกลบจนฟังไม่รู้เรื่องว่าร้องว่าอะไร ซึ่งโทนของ  Vocal ส่วนใหญ่นั้นจะไปในเสียงกลาง ๆ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เว้นแต่บางเพลงที่ศิลปินนั้นจะดีไซน์เสียงร้องให้ต่างกันออกไปนั่นเอง

                4. Soundstage

          เป็นอีกคำที่ได้ยินกันบ่อยมากซึ่งความหมายก็คือการจำลองความรู้สึกของการฟังเพลงแบบสด ๆ นั่นเอง ซึ่ง Soundstage ที่ดีนั้นไม่ควรที่จะอุดอู้เหมือนมีเครื่องดนตรีกระจุกกันอยู่ตรงกลาง แต่ควรที่จะกว้างและมีพื้นที่ในการแสดงเสียงค่อนข้างกว้างพอสมควรเหมือนกับเรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ในฮอลล์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะได้ยินและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นเมื่อฟังเพลงที่มีเครื่องดนตรีเยอะ ๆ

                5. Image

            คือการที่หูฟังของเรานั้นสามารถถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้สมจริงแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นหูฟังที่สามารถถ่ายทอด Image ดี ๆ ใครที่เป็นมือกีต้าร์ที่ชำนาญก็จะสามารถรู้ได้เลยว่ากีต้าร์ที่อยู่ในเพลงนั้นเป็นทรงใด เพราะว่ากีต้าร์และเครื่องดนตรีแต่ละประเภทนั้นจะมีคาแรคเตอร์ของเสียงในแต่ละโมเดลนั้นจะมีแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากเป็นคนฟังเพลงทั่ว ๆ ไปอาจจะแยกไม่ออก

                6. Dynamic

            หมายถึงความหนักเบาของเสียงเพลงนั่นเองซึ่งจะมีการไล่ระดับจากเบาไปสูงแล้วแต่ความรู้สึกของเพลงที่ต้องการจะให้ผู้ฟังรับรู้ โดยถ้าเป็นเพลงคลาสสิคหรือเพลงแจ๊สก็จะเน้นไปที่วิธีการเล่นซึ่งจะมีความละเอียดอ่อนในเรื่อง Dynamic มาก โดยถ้าหูฟังนั้นสามารถถ่ายทอด Dynamic ของเพลงออกมาได้ดีก็จะเหมาะกับการแกะเพลงของนักดนตรีในการแกะเพลงมาก เพราะสามารถทำให้รู้น้ำหนักของการเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ได้เลยทีเดียว

                7. Overall

            คือภาพรวมทั้งหมดของหูฟังนั้น ๆ ว่ามีจุดเด่น จุดที่ยังไม่ถูกใจยังไง มักจะมาจากการตัดสินและให้คะแนนของผู้รีวิวซึ่งก็เป็นความเห็นส่วนตัว

                และนี่คือเรื่องราวของศัพท์เฉพาะของวงการหูฟังที่คุณควรรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในรีวิวที่ดูได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะอ่านรีวิว Airpod 2 และหูฟังอื่น ๆ มาดีแค่ไหน ก็สมควรจะไปฟังตัวจริงว่าให้เสียงที่ถูกใจจริง ๆ หรือเปล่าก่อนซื้อนะครับ

AirPod หรือหูฟังรุ่นไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณมากที่สุด

AirPod

                หูฟังเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งที่ติดตัวหลาย ๆ คนในปัจจุบันในการทำกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการดูหนัง ฟังเพลง หรือทำหน้าที่คุยโทรศัพท์ ซึ่งหูฟังในท้องตลาดตอนนี้ก็เรียกได้ว่ามีอยู่เยอะแยะมากมายหลายรุ่นหลายสเปค เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น AirPod, Galaxy Buds หรือ ง FENDER NINE 1 เป็นต้น ซึ่งหูฟังแต่ละแบบนั้นก็เหมาะสมกับผู้ฟังที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราจะมาแนะนำกันว่าคุณควรใช้หูฟังแบบไหนเป็นหูฟังคู่กาย

                 1. คนเดินทางสายกลางแต่ใส่ใจรายละเอียด

                หากว่าคุณเป็นคนที่ไม่ได้เน้นย้ำในเรื่องความลึกซึ้งหรือมุ่งเน้นเสียงในย่านใดย่านหนึ่งของเพลงที่ฟังเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานหูฟังในหลาย ๆ วัตถุประสงค์ คุณอาจจะมองหา AirPod จากค่าย Apple มาไว้ใช้งานเพราะว่ามีเสียงที่กว้างฟังเพลงได้เกือบทุกแนวแต่อาจจะไม่ได้เน้นด้านไหนเป็นพิเศษ แต่ก็ฟังสนุกด้วยการที่มีไดนามิคจากเสียงเบสและเสียงร้องที่ค่อนข้างชัด เพราะการออกแบบของรูปทรงหูฟังที่ออกมาก่อนหน้าของแบรนด์ในชื่อ EarPod ซึ่งลักษณะการสวมใส่เป็นแบบ Earbud แต่ว่ามีการวาง Driver ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของ Apple ทำให้เสียงที่ได้ครบถ้วยเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักฟังเพลงในวงกว้าง

                และด้วยการที่เป็นระบบ True Wireless ก็ทำให้ง่ายต่อการที่จะใส่ติดหูไว้ได้ตลอดเลย โดยที่ไม่หลุดร่วงง่าย และสบายหูเพราะว่าไม่ได้เป็นแบบ Inear ที่บางคนหลีกเลี่ยงเนื่องจากไม่สบายหูนั่นเอง เสียงไมค์ก็ได้รับการทดสอบจากหลาย ๆ ที่ว่าให้เสียงที่ชัดและมีการดีเลย์ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงเหมาะมาก ๆ กับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยิ่งคนที่ใช้งาน iPhone อยู่แล้วยิ่งเหมาะเข้าไปใหญ่เพราะฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมกันมากเป็นพิเศษ

                2. คนชอบการใช้ครบ ๆ ทันสมัย

                แนะนำหูฟังที่สามารถใช้งานกับ iPhone ได้อย่างเรียบไร้รอยต่อไปแล้วก็มาพบกับหูฟังที่เน้นการใช้งานกับ Smartphone ฝั่ง Android กันบ้างโดยมาในชื่อ Galaxy Buds ที่เป็นหูฟัง True Wireless ดีไซน์แบบ Inear จากผู้ผลิต Samsung ซึ่งข้อดีของหูฟังตัวนี้คือการรวมเทคโนโลยีที่หูฟังรุ่นใหม่ ๆ มีมารวมอยู่ในตัวเดียวอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth 5.0 การตัดเสียงรบกวน และคุณภาพเสียงที่ได้เจ้าพ่อแห่งวงการหูฟังอย่าง AKG มาร่วมพัฒนา

                โดยแนวเสียงนั้นจะเน้นเบสลูกที่ค่อนข้างใหญ่ฟังเพลงแนวร็อคและแนว EDM ค่อนข้างเหมาะ และเทคโนโลยีอย่างการตัดเสียงนั้นก็ยังช่วยให้การฟังเพลงนั้นเป็นไปได้อย่างเข้าถึงอารมณ์มากยิ่งขึ้น สามารถปรับ Equalizer ได้ถึง 5 แบบคือ Bass boost, Soft, Dynamic, Clear และ Treble boost แบตเตอรี่จากตัวหูฟังเมื่อรวมกับที่อยู่ในเคสด้วยแล้วนั้นสามารถรองรับการใช้งานได้ถึง 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ส่วนเรื่องระบบสัมผัสนั้นก็รองรับฟังค์ชั่นได้หลากหลายรูปแบบ ไมค์ทำออกมาได้ค่อนข้างดี มีการตัดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี

                3. คนดนตรีสายลึก

                สำหรับใครที่ชื่นชอบการฟังเพลงอย่างจริงจังหรือว่าเป็นนักดนตรีที่ต้องการแกะเพลงเพื่อนำไปเล่นไปจนถึงอยากได้หูฟังในรูปแบบ Ear Monitor เพื่อนำไปใช้งานบนเวทีแล้วล่ะก็ขอแนะนำ FENDER NINE 1 ที่มาพร้อม Hybrid driver นั่นคือ Dynamic Driver ขนาด 9.25 mm และ Balanced Armature ที่ให้เสียงที่มาครบทุกย่านเสียง น้ำหนักเบาสามารถใช้เพื่อฟังเพลงหรือนำไปทำงานด้านเสียงได้ทุกที่ มีสายคล้องหูที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้อย่างอิสระง่ายต่อการปรับให้เข้ากับรูปทรงใบหูได้อย่างง่ายดาย

                ส่วนด้านเสียงนั้นก็บอกได้เลยว่าคุณภาพจัดเต็มมาก มาครบทุกย่านและสามารถหลอมรวมเข้ากันได้อย่างไพเราะ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า FENDER NINE 1 เป็นหูฟังที่มีไว้สำหรับการฟังเพลงโดยเฉพาะจึงไม่มีไมค์ในการใช้คุยโทรศัพท์ ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจคนที่เน้นการใช้งานอเนกประสงค์คงจะไม่ตอบโจทย์

                และนี่คือการแนะนำหูฟังรุ่นต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน หวังว่าคงจะถูกใจคนที่กำลังมองหาหูฟังรุ่นต่าง ๆ กันอยู่นะครับ